Saturday, April 17, 2021

Learn English from Quote of the Day - เรียนภาษาอังกฤษจาก คำคม EP.1


Learn English from Quote of the Day

The longer you wait for something, 

the more you'll appreciate it when you get it. 

Because anything worth having is definitely worth waiting.


ยิ่งคุณรอสิ่งไหนนานเท่าใหร่ 

เมื่อคุณได้รับสิ่งนั้นมา คุณจะยิ่งรู้สึกเห็นคุณค่ามันมากขึ้นเท่านั้น 

เพราะว่าอะไรก็ตามที่มีคุณค่า ย่อมคุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างแน่นอน


worth

คำว่า worth (เวิร์ธ - noun/preposition) แปลว่า มีราคา คุ้มค่า  มีคุณค่า มีค่า,
เช่น
be worth something
The house must be worth quite a lot of money.
บ้านหลังนี้ต้องมีราคาค่อนข้างเยอะ

Do you know how this house is worth a fortune?
รู้ไหมว่าบ้านหลังนี้มีมูลค่ามาก

be worth doing something
The film is worth waiting as the one of the main characters is Thai.
หนังเรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรอคอยเพราะมีนักแสดงหลักเป็นคนไทย

be worth the time/effort/work/hard work
It was a great show, and definitely worth all the hard work we have done for it.
โชว์ออกมาดีมาก และแน่นอนมันคุ้มค่าที่เราทุ่มเท่ให้กับงานนี้

be worth/not worth it
It was surely a hard work, but it was worth it as it turned out that I got A for this subject.
แน่นอนว่าผมเรียนหนักมาก แต่มันก็คุ้มค่าเพราะผมได้ A สำหรับวิชานี้

I don't think it's worth it, don't waste your time on it. 
ผมไม่คิดว่ามันจะคุมค่าหรอก อย่างเสียเวลาเลย

I think it isn't worth it, don't waste your time on it.
ผมคิดว่ามันไม่คุมค่าหรอก อย่างเสียเวลาเลย

be worth somebody’s while (to do/doing something) 
used to say that someone should spend time or money on something because they will gain something from it.

It might be worth your while to talk him out of this crap.
อาจจะคุมค่านะที่จะคุยให้เขาเลิกเรื่องนี้

I  believe it's not worth his while trying to talk him out of quitting his job.
ผมเชื่อว่าไม่คุ้มค่าที่จะพยายามหว่านล้อมให้เขาไม่ลาออก

make it worth somebody's while
I am sure that this will make it worth your while.
ผมแน่ใจมันจะคุ้มค่าคุ้มเวลาคุณแน่นอน

be worth nothing/not be worth anything
It looks like telling him the truth is worth nothing. He have never given a shit whenever we told him.
ดูเหมือนว่าการเลาเรื่องจริงกับเขาไม่คุ้มค่า เขาไม่เคยเชื่อส่ิงที่เราบอกเขาเลย

the.....the..... + comparative adjectives เป็นสำนวนแปลว่า ยิ่ง... ยิ่ง ... เช่นยิ่งใกล้ ยิ่งเจ็บ
The closer we are, the more painful it get. 
ยิ่งใกล้ ยิ่งเจ็บ

The more we keep seeing each other, the harder it is for me to walk away. 
ยิ่งเจอกันบ่อยเท่าใหร่ มันยิ่งยากขึ้นที่ผมจะเดินจากไป

The higher it is, the cooler it gets. 
ยิ่งสูงมากขึ้นเท่าใหร่ ก็ยิ่งหนาวมากขึ้นเท่านั้น

The more you spend, the less you save. 
ยิ่งจ่ายมากเท่าใหร่ ยิ่งเก็บได้น้อยลง


see more
Share:
Read More

Friday, April 16, 2021

Who made the first false teeth - ใครเป็นผู้สร้างฟันปลอมเป็นคนแรก


false teeth
false teeth - cloudfront.net

WHO MADE THE FIRST FALSE TEETH? ใครเป็นผู้สร้างฟันปลอมเป็นคนแรก

วันนี้หัวข้อ เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ จะนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องฟันปลอม ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้จักฟันปลอมดี แต่คงมีไม่กี่คนที่รู้ว่าความเป็นมาของฟันปลอม ไปดูกันครับว่าฟันปลอมมีมาตั้งแต่เมื่อใหร่ พร้อมกับเรียนภาษาอังกฤษไปพร้อมกัน

Nobody looks good when he has some teeth missing. Besides, it sometimes interferes very seriously with eating and chewing. So man decided long ago that when he lost his natural teeth for one reason or another, they should be replaced. Substituting artificial replacements for natural parts in teeth is called "prosthetics."

ไม่มีใครที่จะมองดูดีเมื่อปราศจากฟันบางซี่ไป นอกจากนั้นก็จะมีปัญหาเป็นอย่างมากกับการกินและการเคี้ยว ดังนั้นคนเราได้คิดหาสิ่งทดแทนฟันแท้เมื่อมันหลุดไปได้ตั้งนานมาแล้ว การทำฟันเทียมที่จะมาแทนฟันแท้เรียกว่า prosthetics (พลอสเธติคส์ -noun - อวัยวะเทียม)

When the natural teeth are gone, they are replaced either by bridgework or by dentures. In bridgework, the "load" of false teeth is borne natural teeth on either side of the gap. The bridge fits on these natural teeth. In a denture, the false teeth are held in place by resting on the gum and other parts of the mouth under the gum. 

เมื่อสูญเสียฟันแท้ไป ก็จะถูกแทนที่ด้วยฟันปลอมแบบ สะพานฟัน (bridgework - noun -บริดจ์เวิร์ค ) หรือไม่ก็ ฟันปลอมแบบถอดได้ (dentures-noun- เดน'เชอะสะพานฟัน หรือ bridework ก็คือฟันปลอมติดแน่นที่ยึดอยู่กับฟันธรรมชาติที่อยู่ติดกับช่องว่างไรฟัน สะพานจะติดอยู่กับฟันแท้อย่างพอดี ฟันปลอมชนิดถอดได้ หรือ denture ฟันปลอมจะแทนทีอยู่บน เหงือก (gum - noun - กัม) และบนส่วนอื่นๆของปากใต้เหงือก 

It may amaze you to learn that bridges with false teeth were made 3.000 years ago by the Etruscans, who worked with gold! Dentures, including "complete" dentures for people who had no teeth left, have been made for about 300 years. The first problems to be solved in making both bridges and dentures was how to make them stay in the mouth in the right position, and how to make the "baseplate material," the material that held the false teeth modern dentistry has solved both these problems so well that people with false teeth can eat and chew as well as anyone, and the false teeth feel light and natural in the mouth. 

คุณว่ามันจะเป็นเรื่องที่น่าพิศวงไหมถ้าได้รู้ว่าฟันปลอมแบบสะพานฟันถูกสร้างมาเมื่อ 3,000 ปี ที่แล้วโดยชาวอีทรุสกันที่มีความรู้เกี่ยวกับการนำเอาทองมาใช้ ส่วนฟันปลอมที่ถอดได้ซึ่งก็รวมทั้งฟันปลอมทั้งปากสำหรับคนที่ไม่มีฟันแท้เหลือเลยก็ถูกสร้างมาเป็นเวลา 300 กว่าปีมาแล้ว  ปัญหาแรกที่เจอและต้องหาทางแก้สำหรับการสร้างทั้งฟันปลอมทั้งแบบสะพานฟันและฟันปลอมแบบถอดได้ ก็คือทำอย่างไรมันจะอยู่ในปากได้อยากถูกที่ถูกทาง และวัสดุที่จะทำเป็นฐานจะทำจากอะไร ซึ้งวัสดุที่ว่านี้ทำหน้าที่ยึดฟันปลอมที่ทันตกรรมสมัยไหม่ได้แก้ปัญหาได้แล้วอย่างดีเพื่อให้ผู้ใส่ฟันปลอมใช้กินและเคี้ยวได้เหมือนคนทั่วไป อีกทั้งเบาและเป็นธรรมชาติเมื่ออยู่ในปาก

But what about the teeth themselves? In early times, false teeth were made from bone, ivory, and hippopotamus tooth! Sometimes the entire bridge or denture was carved from the same material, and it was all one piece that fitted into the mouth. Later on, individual human teeth, or the teeth of various animals, especially the sheep, were used. These were mounted on a gold or ivory base.

แล้วปัญหาเรื่องฟันเล่า ในอดีต ฟันปลอมทำมาจากกระดูก งาช้างและฟันของฮิปโปโปเตมัส  บางครั้งสะพานฟันทั้งอันหรือฟันปลอมแบบถอดได้ถูกแกะ (carve - noun - คาร์ฟว - แกะสลัก) จากวัสดุเดียวกันและเป็นชิ้นๆเดียวกัน ที่ต้องใส่เข้าพอดีกับช่องปาก ในเวลาต่อมาฟันของคนหรือฟันของสัตว์ โดยเฉพาะฟันของแกะก็ถูกนำมาใช้ ซึ่งก็ถูกติดเข้ากับฐานที่เป็นทองหรืองาช้าง

At the end of the 18th century, teeth were made of porcelain, and soon individual porcelain teeth were mounted on gold or platinum bases. The materials in making teeth are the same as those used in making other fine porcelain. They have a fine texture, are somewhat translucent, and have great strength. 

ในศตวรรษที่ 18 ฟันทำมาจากเซรามิก และไม่นานฟันปลอมที่ทำจากเซรามิกก็ถูกติดเข้ากับฐานฟันที่เป็นทองหรือทองคำขาว วัสดุที่นำไปทำฟันปลอมก็เป็นวัสดุเดียวกันกับที่นำไปทำเครื่องลายคราม ซึ่งมีเนื้อละเอียด ค่อนข้างโปร่งแสง และแข็งแรง

About 100 years ago false teeth began to be designed to harmonize with the shape of the face. Today, false teeth are matched to natural teeth so closely in color and shape that it is hard to tell them apart! 

ประมาณ 100 กว่าปีก่อน ฟันปลอมถูกออกแบบให้เข้ากับรูปหน้าของเรา ทุกวันนี้ฟันปลอมก็ดูเหมือนกับฟันแท้ราวกับแกะทั้งสีและรูปทรง ซึ่งแยกไม่ออกเลยว่าอันใหนฟันจริงและอันใหนฟันปลอม

Vocabularies - คำศัพท์

  • interfere - อินเทอเฟียร์' - verb - แทรกแซง
  • replace - รีเพลซ - verb - แทนที ทดแทน
  • hold in place  - โฮลด์ อิน เพลซ - phrasal verb- แทนที
  • gum - กัม - noun - เหงือก
  • natural teeth - แนช'เชอเริล ทีธ - noun -ฟันแท้
  • false teeth - ฟอลซ ทีธ - noun -ฟันปลอม ฟันเทียม
  • bridgework - บริดจ์เวิร์ค - noun - สะพานฟัน คือ ฟันปลอมชนิดติดแน่น ไม่สามารถถอดเข้าถอดออกได้
  • dentureเดน'เชอะ - noun - ฟันปลอมชนิดถอดออกได้  
  • prosthetics - พลอสเธติคส์ - noun - อวัยวะเทียม
  • porcelain - พอร์ส'เลน - noun - เซรามิก
  • design -  ดิไซนฺ' - verb - ออกแบบ 
  • platinum - แพลท'ทะนัม - noun - ธาตุทองคำขาว
  • mount - เมาน์ทฺ - verb - ติดเข้ากับ 
  • tell something apart - เทล ซัมธิง อะพาร์ท - phrasal verb - แยกออก  
  • harmonize - ฮาร์'โมไนซ - verb -  กลมกลืนกัน เข้ากัน ประสานกัน


Reference:

http://www.dentistry.tu.ac.th/Dentistry/Page%20Knowledge/Text/25-3-57_1.pdf

Share:
Read More

Sunday, January 10, 2021

14 Sleep Mistakes You Didn't Know You Made

14 Sleep Mistakes You Didn't Know You Made
14 Sleep Mistakes You Didn't Know You Made
14 Sleep Mistakes You Didn't Know You Made/14 ความผิดพลาดเกี่ยวกับการนอนที่คุณทำแต่คุณไม่รู้

Picture this: you're exhausted after a long working day, and the only thing you can dream about is throwing yourself on the bed and blacking out. Not gonna happen! Instead, you're tossing and turning, trying to find the most comfortable position. Your mind gets plagued with endless thoughts, and even though you're worn out, sleep keeps eluding  you! How come? The reason might be very simple - your seemingly innocent bedtime habits! 

ลองนึกตามนะ (picture this - ) คุณเหนื่อยมากหลังจากทำงานมาทั้งวัน สิ่งเดียวที่คุณคิดถึง คือทิ้งตัวลงไปบนเตียงและก็ปิดสวิชต์ ตังเองไปเลย (แต่)มันจะไม่เป็นอย่างที่คิด กลับกัน คุณจะนอนพลิกตัวกลับไปกลับมา (toss and turn - verb- ทอสแอนเทิร์น ) พยายามหาท่านอนที่สบายที่สุด จิตของคุณจะถูกรบกวน (plague - verbเพลก - ทำให้รำคาญ รบกวน/ noun - โรคระบาดรุนแรง/กาฬโรค) ด้วยความคิดที่ไม่สิ้นสุด และแม้ว่าคุณเหนือยจนหมดแรง คุณก็ยังนอนไม่หลับอยู่ดี (elude - verb - อิลิวดฺ - หลบหนี หลีกหนี / keep eluding - คีพ อิลิวดิง หลบหนีอย่างต่อเนื่อง) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น (how come - ฮาวคัม) ต้นเหตุอาจจะง่ายๆมาจาก นิสัยการนอนที่คุณไม่เคยรู้ (seemingly innocent bedtime - ซีมมิ่งลี่ อินโนซึ่น เบดทายอัม )

Sleep is extremely important for your body. It helps to restore energy, boosts your immune system, fends off depression, and decreases the risk of stroke and heart disease.   Lack of proper sleep leads to daytime sleepiness, inability to concentrate, irritation, stress, and even high blood pressure! And if your insomnia drags on, you can get physically or mentally ill! So, try to avoid doing the things mentioned in this video before going to bed, and you'll feel way more rested and energetic in the morning and during the next day! 

การนอนหลับมีความสำคัญเป็นอย่างมาก (extremely - adj - อิคตรีมลี่ - อย่างมาก) ต่อร่างกายของคุณ 
มันช่วยให้คุณได้รับพลังงานคืนมา (restore - verb - ริสตอร์ - ฟื้นฟู)  ทำให้ระบบภูมคุมกันของคุณดีขึ้น  ป้องกันความสึกหดหู่ (depression - noun - ดีเพรส'เชิน)  ลดความเสี่ยงจาก (decreases the risk - ดิครีสซิส เดอ ริสคฺ) โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ (heart disease - noun - ฮาร์ท ดิซีซ) การขาดการนอนที่พอเพียงจะนำไปสู่ การง่วงระหว่างวัน ไม่สามารถมีสมาธิกับงาน งุดหงิดง่าย เคลียด และอาจจะถึงกับเป็นโรคความดันสูง และถ้าโรคนอนไม่หลับของคุณยังเกิดขึ้นไม่หยุด คุณอาจจะเกิดความเจ็บปวดทางร่างกายหรือจิดใจ ดังนั้น พยายามหลีกเลี่ยงทำสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้ก่อนที่จะเข้านอน แล้วคุณรู้สึกได้พักผ่อนอย่างเต็มทีและมีพลังงานในตอนเช้าและในวันถัดไปทั้งวัน

SUMMARY:
  • Stop "watering" your body one hour before you hit the sack. Otherwise, you'll be bound to make one, or even a couple, of trips to the bathroom, which will rudely interrupt your sleep.
    หยุดดื่มน้ำ 1 ชม ก่อนนอน ไม่เช่นนั้นคุณจะต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ครั้งหรืออาจจะหลายๆครั้ง ซึ่งนั่นจะเป็นการขัดจังหวะการนอนของคุณ
  • Avoid gimmicky alarm clocks that "shine bright like a diamond in the sky." To wake you up, an alarm clock needs to be loud, not bright. หลีกเลี่ยงการตั้งนาฬิกาปลุกแบบ มีแสงสว่างดุจดั่งแสงแห่งเพรชบนท้องฟ้า นาฬากาปลุกต้องมีเสียงที่ดังไม่ใช่มีความสว่าง
  • It's a bad idea to eat right before going to bed, even if your dinner is light. Your body will still struggle to digest whatever you've fed it. Try not to eat anything 2 to 3 hours before bedtime.
    เป็นความคิดที่แย่หากจะกินอาหารแล้วเข้านอนเลย ถึงแม้จะเป็นอาหารเย็นมื้อที่ไม่หนัก ร่างการคุณยังจะต้องพยายามอย่างหนักที่จะย่อยสิ่งที่คุณกินเข้าไป พยายามอย่ากินอะไรเลย 2-3 ชม ก่อนเวลาเข้านอน
  • Any rigorous physical activity late at night will negatively affect your sleep. Try to exercise at least 4 hours before going to bed.
    กิจกรรมหนักๆต่างๆตอนดึกๆจะทำมีผลต่อการนอนของคุณ พยายามออกกำลังกาย ก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 4 ชม.
  • Napping is an entirely normal, and often healthy, routine. But if your naps are regular and last longer than half an hour, they can mess up your sleep at night.
    การงีบหลับเป็นกิจวัตรประจำที่ปกติ และดีต่อสุขภาพ  แต่ถ้าการงีบหลับของคุณเกิดขึ้นเป็นประจำและ(การงีบหลับ)นานกว่าครึ่งชั่วโมง นั่นจะทำมีผลที่ไม่ดีกับการนอนในตอนกลางคืนของคุณ
  • By buying a good, high-quality mattress, you literally invest in your bright (and healthy) future.
    การซื้อฟูกที่ดีและมีคุณภาพสูง คุณได้ลงทุนให้กับอนาคตที่สดใสและมีสุขภาพดี
  • Thousands of people deal with stress and insomnia with the help of over-the-counter sleep aids. But it's not the best idea. Your body will most likely develop a tolerance to sleep medications; and pretty soon, they won't have any effect on you.
    ผู้คนนับพันต้องจัดการกับความเคลียดและโรคนอนไม่หลับ โดยใช้ยา (over-the-counter sleep aids = sleeping pill ใน context นี้) แต่นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย ส่วนใหญ่แล้ว (most likely) ร่างกายของคุณจะพัฒนาที่จะต่อต่านยานอนหลับ และในไม่ช้า ยานอนหลับจะไม่ได้ผล
  • If the book you're reading is interesting, it's next to impossible to put it aside. You're more likely to keep reading until you finish it at the expense of healthy rest.
    ถ้าหนังสือที่คุณกำลังอ่านน่าสนใจ และอ่านแล้ววางไม่ลง มีโอกาสมากที่คุณจะอ่านจนจบ แลกมากับการที่ไม่ได้พักผ่อนที่พอเพียง
  • When it comes to sleep, it's crucial to have a routine and, even more importantly, stick to it. เวลาที่ต้องเข้านอน ต้องมีเวลาที่แน่นอนอย่างมากและสำคัญยิ่งที่ต้องให้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้
  • You might be waking up with a sore back, red eyes, and a painful neck just because you haven't found the proper sleeping position yet!
    คุณอาจจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับการปวดหลัง เจ็บตา หรือเจ็บต้นคอ ถ้าหากยังหาท่านอนทีเหมาะสมไม่ได้
  • The majority of people can't avoid thinking about work-related problems, to-do lists, and bills to pay before falling asleep. Unfortunately, these thoughts usually cause anxiety, which makes the quality of sleep way worse.
    คนโดยส่วนใหญ่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการคิดถึงปัญหาการทำงาน เรื่องที่ต้องทำ  รายการที่ต้องจ่าย เป็นที่น่าเสียดาบที่การคิดเหล่านี้เป็นที่มาของความวิตกกังวล (anxiety  - noun - แองไซ'อิที) 
  • If your feet tend to get cold at nighttime, remember to put on a pair of warm socks before going to bed.
    เท้าของคุณมักจะเย็นในตอนดึก อย่าลืมที่จะสวมถุงเท้าทำให้เท้าอุ่นก่อนเข้านอน
  • Do NOT drink coffee after 7 PM. I agree, it may sound a bit too obvious, but then you tell yourself that one tiny cup of espresso won't hurt, and there it goes อย่าดื่มกาแฟหลังหนึ่งทุ่ม ผมว่าที่มันเป็นเหตุผลที่ค่อนข่างชัดเจน  แต่แล้วคุณก็บอกตัวเองว่าอีกซักถ้วยคงไม่เป็นไร และนั้นแหละเป็นจุดเริ่มต้น

Share:
Read More

Wednesday, May 20, 2020

WHY DO WE PERSPIRE - อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเหงื่อไหล


why do we perspire
sweat - shutterstock.com

วันนี้นอกจากเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษจะพาไปเรียนภาษาอังกฤแล้วยังจะพาก็ไปรู้จักกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา นั่นก็คือ เหงื่อ นั่นเอง ใกล้มากเลยใช่ไหมครับ ทีนีถ้าจะพูดถึงเหงื่อเราๆคงรู้จักกันเป็นอย่างดีโดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้ พบเจอกันบ่อยมากจนอยากอยู่ห่างๆกันบ้างแต่ก็กลัวเปลียงค่าไฟ  ไม่เป็นไหนๆก็หลีกหนีไปไม่พ้น งั้นมารู้จักหน้าค่าตาของเหงื่อกันให้ลึกซึ่งไปเลย ทั้งที่มาและที่ไปของเขา

ในภาษาอังกฤษคำว่าเหงื่อ เขา (อย่าถามนะครับว่าใคร เดี๋ยวผมจะตอบไม่ได้) ใช้คำว่า perspiraton (เพอสพิเร'เชิน - noun) ซึ่งค่อนข้างเป็นคำที่ใช้เป็นทางการซักหน่อย คำกริยาของคำนี้คือ perspire (เพอสไพ'เออ - verb)  อีกคำหนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยและใช้แบบไม่ค่อยเป็นทางการ (informal) ซึ่งเป็นทั้งคำนามและคำกริยาพร้อมกันแบบ two in one นั่นก็คือคำว่า sweat (สเวท - noun/verb)  ซึ่งเจ้า sweat/perspiration หรือว่าเหงื่อนี่ เกิดจากต่อมเหงื่อ ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า sweat gland (สเวท แกรนด์ - noun - ต่อมเหงื่อ) นั่นเอง ถ้าอยากทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้นก็เชิญที่ A short history of sweat gland biology แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะคราบ ศัพท์แสงค่อยข้างเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนา 

ในสมัยกาลก่อน มีคำกล่าวที่ว่า "horses sweat, men perspire" เป็นคำกล่าวที่แสดงเป็นนัยๆคล้ายๆกับว่า คำว่า sweat ให้ใช้กับสัตว์ และคำว่า perspireให้ใช่กับคน แต่ในปัจจุบันดูเหมือนว่าสองคำนี้ถูกใช้แทนกันได้และยิ่งไปกว่านั้น เจ้า sweat ดูเหมือนจะถูกอกถูกใจฝูงชนจนคนจำนวนมากนำไปใช้บ่อยกว่า perspire ซะอีก 

ก่อนที่จะพาเขารกเข้าพงจนหาทางกลับไม่เจอ เรากลับมาที่เกร็ดความรู้ที่ว่า why do we perspire? หรือ  why do we sweat? ทำไมเหงื่อเราถึงออก ที่จั่วหัวไว้ก่อนดีกว่า เคยสงสัยกันไหมครับว่ามีสาเหตุอะไรบ้าง ที่ทำให้เราเหงื่อออก อาจจะเดาๆกันได้บ้าง แต่ลองมาดูเหตุผลลึกๆเชิงวิทยาศาตร์ซิว่าร่างกายเราทำงานยังไงก่อนที่จะผลิดเหงือออกมา 

WHY DO WE PERSPIRE?

The body could be considered a permanent furnace. The food we take in is "fuel," which the body "burns up." In this process, about 2,500 calories are being used every day in the body.

ถ้ามองร่างกายคนเราว่าเป็นเตาหลอมแบบถาวร อาหารที่เรากินเข้าไปก็จะเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งร่างกายก็นำไปเผาผลาญ ซึ่งในขั้นตอนนี้ (พลังงาน)ประมาณ 2,500 แคลอรี่ ถูกนำไปใช้ทุกๆวันในร่างกายของเรา

Now this is quite a bit of heat. It's enough heat to bring 25 quarts of water to the boiling point! What happens to all this heat in the body? If there were no temperature controls in the body, we could certainly think of ourselves as "hot stuff." But we all know that the heat of the body doesn't go up (unless we're sick). We know that our body heat remains at an average temperature of 98.6 degrees Fahrenheit. 

ซึ่งนี่เป็นความร้อนที่ค่อนข้างมาก (quite a bit - ไควท์ อะ บิท) ซึ่งร้อนพอที่จะทำให้น้ำ 25 ควอร์ทเดือด (1 ควอร์ท = 1/4 แกนลอน 25 ควอร์ทก็ประมาณ 6 แกนลอนนิดๆ) เกิดอะไรขึ้นกับความร้อนเหล่านี้ในร่างกายของเรา ถ้าไม่มีการควบคุมอุณหภูมิในร่างการของเรา เราคงไหม้ไปแล้ว แต่เราทุกคนก็คงรู้ว่าความร้อนในร่างกายเราจะไม่สูง(มากเกินไป) ยกเว้นว่าเราป่วย เรารู้ว่าความร้อนในร่างกายคนเราจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 98.6 องศาฟาห์เรนไฮท์ (37 องศาเซลเซียส)

Perspiration is one of the ways we keep our body "furnace" at a nice normal temperature. Actually, our body temperature is controlled by a center in the brain known as the temperature center. It consists of three parts: a control center, a heating center, and a cooling center.

การขับเหงื่อออกจากร่างการเป็นวิธีหนึ่งที่คอยคุมให้ร่างกายเราเผาใหม่ (furnace - เฟอร์'เนส - เตาหลอม/ หลอมละลาย - noun/verb) ที่อุณหภูมิที่เหมาะสม จริงๆแล้วร่างกายของเราถูกควบคุมจากศูนย์ควบคุมในสมองซึ่งเรียกว่า ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ศูนย์ควบคุม ศูนย์ทำความร้อน และ ศูนย์ทำความเย็น

Suppose the temperature of the blood drops for some reason. The heating center goes to work and certain things begin to happen. Special glands give out more chemical substances to burn, the muscles and the liver use up more "fuel," and soon our internal temperature rises.

สมมุติว่าอุณหภูมิของเลือด(ในร่างกายเรา)ลดลงโดยเหตุผลบางอย่าง ศูนย์ทำความร้อนก็จะเริ่มทำงานและเกิดการกระทำบางอย่างขึ้น ต่อมที่เกี่ยวของก็จะหลั่งสารเคมีออกมามากขึ้นเพื่อให้เกิดการเผาผลาญ กล้ามเนื่อและตับก็จะใช้พลังงาน(เกิดการเผาผลาญ) มากขึ้น และในไม่ช้าอุณหภูมิข้างในร่างกายก็จะสูงขึ้น

Now suppose the temperature of the blood rises for some reason. The cooling center goes to work. The process of oxidation, or burning up of fuel, is slowed up. And another important thing happens. The vessels in the skin are dilated, or opened, so that the extra heat can radiate away, and also to help our perspiration to evaporate.

ทีนี้ สมมุติว่าอุณหภูมิของเลือด(ในร่างกาย)สูงขึ้นโดยเหตุผลบางประการ ศูนย์ทำความเย็นก็จะทำงาน ขบวนการออกซิเดชัน หรือ การเผาไหม้เชื้อเพลิง ก็จะค่อยๆช้าลง และสิ่งที่สำคัญอื่นๆก็จะตามมา หลอดเลือด (vessel - เวส'เซิล - noun) ใต้ผิวหนังก็จะขยายตัว (dilated - ไดเลททิด - adj) หรือเปิด เพื่อที่จะกระจายความร้อนส่วนเกินออกไป (radiate - เร'ดิเอท - แผ่/กระจาย) และก็ช่วยให้เหงื่อของเราระเหยออกไป (evaporate - อีแวพ'พะเรท - verb)

When a liquid evaporates, it takes away heat. For example, we feel cold after a bath because the water which remains in contact with our warm skin is evaporating rapidly and cooling us off. So perspiration is part of the process of cooling the body.

เมื่อน้ำหรือของเหลวระเหยออกไป ความร้อนก็ถูกนำออกไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น หลังจากอาบน้ำเราจะรู้สึกหนาวเพราะว่าน้ำที่ยังเกาะอยู่ตามผิวหนังอุ่นๆของเรากำลังระเหยอย่างรวดเร็ว (rapidly - แรพ'พิดลิ - adv) และทำให้เรารู้สึกเย็น ดังนั้นการที่เหงื่อไหลไคลย้อยเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทำให้ร่างกายเย็นลง

Perspiration is like a shower which washes the body from within. The fluid flows out through millions of tiny openings in the skin in the form of microscopic drops. And these tiny drops can evaporate quickly and cool the body quickly when necessary.

การที่เหงื่อออกก็เหมือนกับการอาบน้ำที่ชะล้างร่างกายของเราจากภายใน เหงือก็จะไหลออกไปทางรูขุมขนเล็กๆที่เปิดอยู่ใต้ผิวหนังของเราจำนวนหายล้านรู ซึ่งออกมาในรูปหยดน้ำขนาดเล็กมาก และหยดน้ำขนาดเล็กเหล่านี้ก็สามารถระเหยได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ร่างกายเราเย็นได้อย่าวรวดเร็วเมื่อถึงคราวจำเป็น

On humid days, we suffer because the water on our skin can't evaporate easily. So we use fans to carry away the moist air and to help the evaporation of our perspiration.

ในวันที่อากาศชื้น เราจะรู้สึกร้อนเพราะว่าเหงื่อที่ผิวหนังของเราไม่สามารถระเหยออกไปได้อย่างง่ายๆ ดังนั้นเราก็เลยต้องใช้พัดลมช่วยพัดอากาศที่ ชื้น (moist - มอยซฺทฺ - adj) ออกไปและช่วยให้เหงื่อของเราระเหยไปด้วย (นะสิบอกให้)

From: The Big Book Of Tell Me Why -  Arkady Leokum

จากบทความ การที่เหงื่อเราไหลใคลเราย้อยก็เกิดจากขบวนการในร่างกายที่พยายามปรับสมดุลนี้เอง
แต่นอกจากที่กล่าวมาแล้ว มันก็มีสาเหตุอื่นๆอีกที่ทำให้เราเหงือไหล เช่น  อารมณ์และความเครียด เช่น anxiety (แองไซ'อิที - ความวิตกกังวล - noun) อาหาร เช่น อาหารรสจัด วัยหมดประจำเดือน หรือเกิดจากการเจ็บป่วย ซึ่งไม่ขอลงรายละเอียดในตอนนี้ ไม่งั้นบทความจะยาวมาก

แต่ถ้าเมื่อใหร่ก็ตามที่คุณเหงื่อออกประกอบกับมีอาการตามด้านล่างนี้ควรไปพบแพทย์ครับ 
  • chest pain (เชสท เพน) เจ็บหน้าอก
  • dizziness (ดิซ'ซีเนิส) อารการวิงเวียนศรีษะ
  • shortness of breath (ชอร์ทเนิท ออฟ เบรธ) หายติดขัด
  • continued perspiration for an extended period of time without cause เหงื่อออกเป็นเวลานานมากโดยไม่มีสาเหตุ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
Share:
Read More

Monday, September 16, 2019

ถ้าคุณคิดว่าท้องว่างเป็นสาเหตุทำให้เราหิว คุณกำลังเข้าใจผิด



what makes us hungry
เคยส่งสัยไหมครับว่า ตอนที่เราหิว เกิดอาการท้องร้อง หรือ growling stomach (n - โกรลิง สทัม'มัค) หรือ empty-feeling stomach (n - เอมที ฟีลลิง สทัม'มัค - รู้สึกท้องว่าง)  ความหิวเกิดจากอะไร ผมเคยเข้าใจว่าเกิดจากเพราะว่าท้องเราว่าง  แต่รู้ไหมครับผมเข้าใจผิดมาตลอดเลย อยากรู้ไหมครับว่าจริงๆแล้วความรู้สึกหิว ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า hunger (n - ฮัง'เกอะร์) เกิดจากอะไร ไปหาคำตอบกันครับ  let find the answer together

WHAT MAKES US HUNGRY? อะไรทำให้เราหิว

When we need food, our body begins to crave for it. But how do we know that we are feeling "hunger"? How does our mind get the message and make us feel "hungry"?

เมื่อเราต้องการอาหาร ร่างกายของเราเริ่มที่จะ crave (v - เครพ - กระหาย) มัน แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรารู้สึกหิว เราได้รับสัญญาน(สาร)ว่าเราหิวได้อย่างไร

Hunger has nothing to do with an empty stomach, as most people believe. A baby is born with an empty stomach, yet it doesn't feel hungry for several days. People who are sick or feverish often have empty stomachs without feeling hungry.

การหิวจริงๆแล้วไม่เกี่ยวกับ ท้องว่าง หรือ empty stomach (n - เอมจิ สทัมมัค) อย่างที่หลายๆคนเชื่อเลย เด็กทารกเกิดมาพร้อมกับท้องว่างแต่ไม่รู้สึกหิวเลยตั้งหลายวัน  บ่อยคนป่วยท้องว่างแต่ก็ไม่รู้สึกหิว


Hunger begins when certain nutritive materials are missing in the blood. When the blood vessels lack these materials, a message is sent to a part of the brain that is called the "hunger center"

ความหิวเริ่มเมื่อขาด  miss (v - มิส - สูญเสีย หาย) สารอาหารบางอย่างในเลือด เมื่อหลอดเลือด (blood vessel - n -  บลัด เวสเซิล) ขาดสารชนิดนี้ จะมีสัญญาน(ข้อความ)ส่งไปยังสมองที่เรียกว่า ศูนย์(ควบคุม)ความหิว

This hunger center works like a brake on the stomach and the intestine. As long as the blood has
sufficient food, the hunger center slows up the action of the stomach and the intestine. When the food is missing from the blood, the hunger center makes the stomach and intestine more active.

ศูนย์(ควบคุม)ความหิวนี้ทำงานคล้ายๆกับเบรกระว่างท้องกับลำใส้ intestine (n - อินเทส'ทิน - ลำใส้) ถ้าเลือดยังมีสารอาหารพอเพียง ศูนย์(ควบคุม)ความหิวก็จะลดการทำงานระหว่างท้องกับลำใส้ลง แต่เมื่อไหร่ที่สารอาหารไม่พอเพียงศูนย์(ควบคุม)ความหิวก็จะกระตุ้นการทำงานระหว่างท้องกับลำใส้ให้ทำงาน

That's why a hungry person often hears his stomach "rumbling." When we are hungry, our body doesn't crave any special kind of food, it just wants nourishment. But our appetite sees to it that we don't satisfy our hunger with just one food, which would be unhealthy.

นั้นเป็นเหตุผลที่คนที่หิวมักจะได้ยินเสียงท้องของเขา ร้องโครกคราก rumble (v - รัม'เบิล - ส่งเสียงคางยาว [ท้อง]ร้อง) เมื่อเราหิวร่างกายจะไม่ได้อยากกินอาหารจานพิเศษไดๆเลย หากแต่ต้องการแค่สารอาหาร nourishment (n - เนอ'ริชมัน - อาหาร สารอาหาร) แต่ความอยากอาหาร  appetite (n - แอพ'พิไททฺ - ความอยากอาหาร) ของเรากลับเห็นว่า see to it (v - ซีทูอิท - เห็นด้วย เห็นว่า) เราไม่ได้ทำให้ความหิวหายไป satisfy (v - แซท'ทิสไฟ - ทำให้พอใจ) เพี่ยงเพราะอาหารประเภทเดียว ซึ่งนั่นคงไม่ดีต่อสุขภาพ

For instance, it would be hard for us to take in a certain amount of nourishment all in the
form of potatoes. But if we eat soup until we've had enough, then meat and vegetables until we've had enough, then dessert until we've had enough, we can take in the same quantity of food and enjoy it!

ยกตัวอย่างเช่น มันค่อนข้างยากที่เราจะได้รับสารอาหารจำนวนหนึ่งได้ทั้งหมดจากมันฝรั่งเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเรากินซุบจนพอ เนื้อและผักจนพอแล้วกินของหวานจนพอ เราจะสามารถกินอาหารได้ปริมาณเท่าๆกันอย่างมีความสุข

How long can we live without food? That depends on the individual. A very calm person can live longer without food than an excitable one because the protein stored up in his body is used up more slowly.

ถ้าไม่กินอาหารคนเราจะอยู่ได้นานเท่าใหร่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับแต่ละคน คนที่ใจเย็นจะสามารถอยู่ได้นานกว่าคนที่ตื่นเต่นง่าย ซึ่งเป็นเพราะโปรตีนที่อยู่ในร่างกายของของคนที่ใจเย็นจะถูกนำไปใช้จนหมด use up (v - ยูส อัพ -ใช้จนหมด)ได้ช่ากว่านั่นเอง

FromThe Big Book Of Tell Me Why

https://www.seattletimes.com/life/wellness/hunger-vs-thirst-are-you-eating-when-you-should-be-drinking/
Share:
Read More

Friday, June 22, 2018

What makes people sneeze? เหตุของการจามและตำนานการกล่าวคำว่า bless you

อะไรทำให้เราจาม-What makes people sneeze
อะไรทำให้เราจาม-What makes people sneeze
source: heart-valve-surgery.com

สวัสดีครับ พบกับเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษวันนี้ มาดูบทความภาษาอังกฤษเกี่ยวกับร่างกายของเราหน่อยครับ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยจาม คำจามในภาษาอังกฤษที่แปลว่า sneeze (verb - สนีซ)  ไม่ใช่กริยาที่ใช้ ขวาน axe (noun/verb - แอคซฺ) จามนำครับ

ผมเป็นคนหนึ่งที่จามบ่อยมาก จนพูดได้ว่า

sneezing is my regular visitor, it comes every once in a while (มาบ่อยเกิ้นห่างกับบ้างก็ได้)

ครับเราเจอกันบ่อยมากเพราะ ผมเป็นโรคภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่า allergy (noun - แอล' เลอจี-ภูมิแพ้/อาการแพ้) เคยไปทำ allergy test โดนไปหลายเข็มแต่ก็ไม่เจอ เข้าใจว่าน่าจะเป็นที่ดินฟ้าอากาศ เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเราถึงจาม อะไรทำให้เราจาม บางคนอาจจะตอบว่าฝุ่นรอบตัวเรา หรือดินฟ้าอากาศอย่างที่ผมเข้าใจ ไปดูว่าคำตอบที่มีในใจว่าใช่หรือไม่ครับ ตามผมมาครับ

This way please...

bless you after sneeze
don't expect a "bless you" after the 5th sneeze, get that shit under control

อะไรเป็นสาเหตุทำให้เราจามเป็น บทความนี้เอามาจาก หนังสือเรื่อง The Big Book Of Tell Me Why

What makes people sneeze? อะไรเป็นสาเหตุทำให้เราจาม


For some strange reason, the act of sneezing has long been considered more than just a physical action.  All kinds of ideas and legends have grown up about sneezing, as if it had special significance.

ด้วยเหตุผลบางอย่าง การจามถูกมองมาเป็นเวลายาวนานว่าไม่ใช่แค่อาการทางร่างกาย ทุกๆความคิดเห็นและทุกๆเรื่องราวมีมากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับกับจาม คล้ายๆกับว่ามันมีนัยสำคัญพิเศษ

Actually, sneezing is the act of sending out air from the nose and mouth. It is a reflex act, and happens without our control. Sneezing occurs when the nerve-endings of the mucous membranes of the nose are irritated. It can also happen, curiously enough. when  our optic never is stimulated by a bright light!

จริงๆแล้ว การจามเป็นอาการของการพ่นลมออกมาจากจมูกและปาก มันเป็นกริยาตอบกลับหรือตอบสนองอัตโนมัติ และเกิดขึ้นโดยควบคุมไม่ได้ การจามเกิดขึ้นเมื่อ ปลายประสาท (nerve-endings - เนิร์ฟว เอนดิง) ของ เยื่อบุผิวในช่องจมูก (mucous membranes - มิว'เคิส  เมม'เบรน) เกิดการระคายเคือง (irritated - อิริเททิด)

The irritation that causes sneezing may be due to a swelling of the mucous membrane of the nose, as happens when we have a cold; It may be due to foreign bodies that somehow get into the nose;  or it may be due to an allergy. The act of sneezing is an attempt by the body to expel air to get rid of the irritating bodies.

การระคายเคื่องที่ทำให้เกิดการจามอาจจะเกิดจากการบวมของเยื่อบุผิวในช่องจมูก ซึ่งเกิดขึ้นตอนที่เราเป็นหวัด (ไข้หวัดภาษาอังกฤษ) อาจจะเกิดจากสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในจมูก หรือไม่ก็เกิดจากอาการการแพ้ การจามเป็นความพยายามของร่ายการที่จะดันลมเพื่อที่จะกำจัดสิ่งที่ทำให้ระคายเคือง

From earliest times, however, people have wondered about sneezing, and it has universally been  regarded as an omen of some kind.  the Greeks,  Romans, and Egyptians regarded the sneeze a warning in times of danger, and as a way of foretelling the future. If you sneezed to the right, it was considered lucky; to the left, unlucky.

อย่างไรก็ดี ในสมัยก่อนผู้คนก็มีความสงสัยเกี่ยบกับการจาม ถึงขนาดที่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับรางบอกเหตุ (omen -โอ'เมิน - รางบอกเหตุ ) บางอย่าง ในสมัยกรีก โรมันและอียิปเชื่อว่าการจามเป็นการเตือนภัย และเป็นวิธีหนึ่งในการทำนายเรื่องในอนาคต ถ้าจามไปทางขวาจะถือว่ามีโชค แต่ถ้าจามไปทางซ้ายจะโชคร้าย (ในบ้านเราจะมีการกล่าวติดตลกๆว่ามีคนกำลังคิดถึง  - ผู้เขียน)

The reason we say “ God bless you” after someone sneezes cannot be traced to any single origin, what seems to be connected with ancient beliefs. The Romans thought a person expelled evil spirits when he sneezed, so everyone present would say “Good luck to you” after a sneeze, hoping the effort to expel the spirits would succeed.

เหตุที่มีการกล่าวว่า "God bless you" (ก๊อด เบรส ยู) (หรือบางทีก็จะได้ยินสั้นๆว่า bless you  - ผู้เขียน) หลังจากที่มีคนจามยังหาแหล่งที่มาที่แน่ชัดไม่ได้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อโบราณ คนโรมันเชื่อว่าการจามจะเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป ดังนั้นคนที่อยู่ใกล้ๆก็จะกล่าวว่า  "ขอให้คุณโชคดี" หลังจากที่มีการจาม โดยหวังว่าการพยายามนั้นจะช่วยขับไล่ (expel - verb - อิคซฺเพล) สิ่งชั่วร้ายได้สำเร็จ

Primitive people believed that sneezing was a sign of approaching death. When anyone sneezed, therefore, people said "God help you!" because that person sneezing was in danger.

คนรุ่นเก่า เชื่อว่าการจามเป็นสัญญาณของการขยับเข้าไปใกล้ (approach - verb- อะโพรช' ขยับเข้าใกล้) ความตาย ดังนั้นเมื่อมีคนจามก็จะพูดกันว่า "ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ" (God Help you) เพราะคนที่จามกำลังมีอันตราย

There is a legend that before the days of Jacob, a person died after sneezing. Jacob interceded with God, according to this tale, so that people could sneeze without dying - provided a benediction followed every sneeze!

มีตำนานกล่าวว่าก่อนสมัยจาคอบ คนเสียชิวิตจากการจาม ตามตำนานจาคอบได้วิงวอนพระผู้เป็นเจ้าให้ผู้คนจามได้โดยไม่ต้องเสียชิวิต และก็ขอให้อำนวยพรให้หลังจากมีการจามทุกครั้ง

During the 6th century that was the plague in Italy, and Pope Gregory the Great ordered that prayers be said against sneezing. It was at this time that the custom of saying "God bless you" to persons who sneezed became established.

ช่วงศัตวรรษที่ 6 เกิดโรคระบาดในประเทศอิตาลี สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีได้สั่งให้มีการสวดมนต์ให้กับการจาม (เพื่อขับไล่โรคระบาด) นับเป็นช่วงเวลาที่เกิดธรรมเนียมการกล่าว(อวยพรให้)กับคนที่จาม ว่า "God bless you"

From: The Big Book Of Tell Me Why

มีอีกหลายเรื่องเล่า ถ้าสนใจตามไปอ่านต่อได้ที่ https://www.quora.com



Vocabularies - คำศัพท์

sneeze - verb - สนีซ - จาม
allergy - noun - แอล' เลอจี-ภูมิแพ้/อาการแพ้
reflex - noun/adj - รี'เฟลคซฺ - การสะท้อนกลับ
nerve-endings - noun - เนิร์ฟว เอนดิง - ปลายประสาท
mucous membranes  - noun - มิว'เคิส เมม'เบรน - เยื่อบุผิวในช่องจมูก
irritated - verb - อิริเทท - รบกวน ระคายเคือง ทำให้ระคายเคือง
primitive - adj - พริม'มิทิฟว - แรกเริ่ม,เบื้องต้น,สมัยแรก,ดั้งเดิม,บรรพกาล
omen - noun - โอ'เมิน - รางบอกเหตุ
approach - verb- อะโพรช - ขยับเข้าใกล้
expel - verb - อิคซฺเพล- ขับไล่
plague - noun -เพลก - โรคระบาด
pope - noun - โพพ - สันตะปาปา
prayer - noun  - แพร อะ-  การสวดมนต์
custom - noun - คัสเทิม - ธรรมเนียม ประเพณี
Share:
Read More

Saturday, June 16, 2018

Poor people have it. Rich people need it. If you eat it, you die. What is it?

nothing
Poor people have it. Rich people need it
source: wealth.my

สวัสดีครับ วันนี้ขอประเดิมเริ่มต้นด้วย riddle หรือปริศนาอะไรเอ่ย เป็นภาษาอังกฤษ คำถามคือ

Poor people have it.  Rich people need it. If you eat it, you die. What is it?

คำถามนี้ถ้าคุณเห็นคำตอบก็จะ  มีอาการ bingo moment หรือถึงบ้างอ้อ แน่นอน ก่อนถึงคำตอบเรามาดูคำถามก่อน

คนจนมี คนรวยต้องการ แต่ถ้าคุณกินมันเข้าไปคุณตาย มันคืออะไร

and the answer is  :::.. nothing ..:::

I told you เห็นไหมละครับบอกแล้ว  มันเป็นการเล่นคำกับคำว่า nothing (noun - นัธธิง) ที่แปลว่า ไม่มีอะไรนั้นเอง ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเป็น negative หรือปฏิเสธนั้นเอง

ถ้ายังไม่ถึงบ้างอ้อ if you are still not following ลองดูคำแปลโดยแทน it ด้วยคำว่า nothing จะได้ประมาณนี้

Poor people have nothing,
คนจนไม่มีอะไร(เลย)

Rich people need nothing.
คนรวยไม่ต้องการอะไรอีก (it might appear that the more people have the more they want, who doesn't anyway)

If you eat nothing, you die.
ถ้าคุณไม่กินอะไร คุณก็ตาย

จากประโยคข้างบนเป็นการสร้างประโยคปฏิเสธโดยไม่ต้องใช้คำว่า no หรือ not มาดูตัวอย่างอื่นๆที่มี่คำว่า nothing ครับ

You said it best, when you said nothing at all. (จากเพลงของ Ronan Keating - When You Say Nothing at All)
คุณบอกมันออกมาได้ดีทีสุด เมื่อคุณไม่พูดอะไรเลย

We have known each other for a very long time. If you think I am that kind of person, I have nothing more to say.

เรารู้จักกันมานานมาก ถ้าคุณคิดว่าผมเป็นคนอย่างนั้น ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก

We are nothing, but a little tiny thing in the universe

We did everything for nothing.
เราทำทุกอย่างโดยศูนย์เปล่า

He did it for nothing, he just wanted to help.
เขาทำโดยไมหวังสิ่งตอบแทน เขาแค่อยากจะช่วย


Share:
Read More

Sunday, July 9, 2017

สำนวนภาษาอังกฤษ: Weather The Storm


แซงคิว-jump the queue
Weather The Storm
source: pinimg.com


Hey folks, it has been awhile since the last time I posted my English Tips. How've you guys been doing? I have been away due to some change in my busy life. Here I am back again, hope I am still being missed.


เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ ห่างหายจากมิตรรักแฟน blog กันไปนาน เนื่องจากติดภารกิจส่วนตัว วันนี้ขอกลับมารับใช้อีกครั้ง หวังว่ายังคงคิดถึงถึงกันอยู่นะครับ

storm season
storm season
Source: media.gm.com
วันนี้จะขอนำเสนอ สำนวนภาษาอังกฤษ คำว่า weather the storm (เวธเธอะ เดอะ สตอร์ม) 

คำว่า weather ถ้าเป็นคำนาม มีความหมายว่า สภาพภูมิอากาศ ซึ่งใช้ในการพูดคุยถึงเรื่อง อากาศเป็นอย่างไร  เช่น ร้อน เย็น ฝนตก แดดออก ลมแรง หรือแม้กระทั้ง หิมะตก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตามฤดูการหรือนอกฤดูการก็ได้ ผมเคยเขียนเรื่องฤดูไว้ สามารถกลับไปอ่านได้ ที่ ฤดู ภาษาอังกฤษ - seasons

ถ้าเราดูข่าวจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เรียกว่า weather  forecast (noun - เวธเธอะ ฟอร์คาสท์/ฟอร์แคสท์)  คือ ข่าวพยากรอากาศ นั่นเอง เดี๋ยวครั้งหน้าจะเอาเรื่อง weather มาเล่าให้ฟังแบบล้วงลึก

อีกความหมายหนึ่งของคำว่า weather ที่เป็นคำกริยา แปลว่า เปลี่ยนสภาพ หรือ ผุกร่อน อันเนื่องมากจากลมฟ้าอากาศ คือการที่สภาพของ กรวด หิน ดิน ที่ผ่านการ โดน แดด โดนฝน โดนลมมา จนทำให้ มันเปลื่อนสี หรือรูปร่าง อันนี้รวมทั้งใบหน้าหรือผิวคนด้วย  คำนี้มีบางที่ก็ใช้คำว่า weather away 
คำคุณศัพท์ ของคำนี้คือ weathered (adj- เวธเธอดฺ)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ คำว่า weather-beaten (adj- เวธเธอะ บีททึน) หรือ weatherworn (adj- เวธเธอะ วอร์น)

ตัวอย่างเช่น
His skin was weathered almost black by his long outdoor life.
ผิวของเขาเปลี่ยนไปจนเกือบดำเพราะอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน

The wood on the porch has weathered over the years.
เนื่อไม้ที่ตรงเฉลียงหน้าประตูเข้าบ้านสึกกร่อนเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี

The bricks had been weathered and the stone and brickwork needed repairing.
อิฐผุกร่อน(ไปตามกาลเวลา)และหินและงานก่อสร้างที่ทำจากอิฐต้องมีการซ่อมแซม

As you could see,  this pagoda has been left unattended for more than 100 years. Those weathered rock and rock are all noticeable.
อย่างที่คุณเห็น เจดีย์นี้ถูกทิ้งให้ร้างไว้มากกว่า 100 ปี พวกหินที่สึกกร่อนเหล่ามองเห็นได้อย่างชัดเจน

In the ancient time, this weather-beaten area was well designed and built.
ในสมัยโบราณ สถานที่ที่สึกกร่อนเหล่านี้ ถูกออกแบบและสร้างมาอย่างดี

อีกความหมายหนึ่งของ weather ที่เป็นกริยา คือ การผ่านจุดหรือสถานะการณ์ที่ยากลำบากไปได้ ซึ่งมีความหมายเดียวกับสำนวนที่นำมานำเสนอวันนี้ คือ weather the storm อีกสำนวนหนึ่ที่มีความหมายเหมือนกันก็คือ weather the crisis (เวธเธอะ เดอะ ไครซิส) 

storm (noun - สตอร์มนอกจากจะแปลว่าพายุแล้วยังหมายถึง อุปสรรค  (obstacle - noun - ออบสทะเคิล)ค วามยากลำบาก ส่วน cirsis (noun - ไครซิส) คือช่วงวิกฤต หรือก็คือช่วงลำบาก

Do you know that before Jack Ma got to this point of his life how hard he has weathered the storm?
คุณรู้ไหมว่าก่อนที่แจค หม่าจะมาถึงจุดนี้ได้เขาได้ผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากมาแค่ใหน

We had the right to fight for our chance, we did fight and has weathered the crisis.
เรามีสิทธื์ที่จะต่อสู้เพื่อโอกาสของเรา และเราก็ได้ต่อสู้และผ่านช่วงวิกฤตมาได้

I am quite sure you will manage to weather the storm. After every storm, there always is a rainbow.
ผมค่อนค่างแน่ใจว่าคุณจะสามารถผ่านมันไปได้ หลังจากพายุย่อมจะมีสายรุ้งเสมอ

Northern Ireland weathered the recession better than any other region in the UK.
ไอร์แลนด์เหนือผ่านพ้นวิกฤตภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้ดีกว่า ภูมิภาคอื่นในสหราชอาณาจักร


And once the storm is over, you won't remember how you made it through.
how you managed to survive, you won't even be sure, in fact, whether the storm is really over.
But one thing is certain. When you come out of the storm, you won't be the same person who walked in.
และเมื่อพายุ (ความลำบาก) สงบลง คุณจะลืมไปเลยว่าผ่านมันมาได้อย่างไร  ทำอย่างไรถึงรอดมาได้ แท้จริงแล้วคุณยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพายุ (ร้าย) ได้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ แต่สิ่งที่คุณแน่ใจได้ก็คือ เมื่อคุณผ่านพ้นมันไปได้ คุณจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับคนที่ครั้งหนึ่งได้เผชิญกับมันมา


Read more at:
Share:
Read More

Sunday, January 29, 2017

ถ่วงเวลา/ซื้อเวลา/เตะถ่วง ภาษาอังกฤษ


ถ่วงเวลา/ซื้อเวลา/เตะถ่วง ภาษาอังกฤษ
ถ่วงเวลา/ซื้อเวลา/เตะถ่วง ภาษาอังกฤษ

ถ่วงเวลา ในภาษาอังกฤษ 

คำว่าถ่วงเวลาคือการทำให้ล่าช้าลง ถ่วงเวลา เป็นภาษาอังกฤษว่า ใช้คำว่า hold some/something up =  to delay someone or something

hold someone/something up

A: I have not finished my housework yet, could you please hold mum up for awhile.
B: Be quick ok, I will not be able to hold her up very long.

A: ข้ายังทำงานบ้านไม่เสร็จ ไปถ่วงเวลาแม่ให้ซักครู่หน่อย.
B: เร็วๆนะ ข้าถ่วงเวลาแม่ไม่ได้นานนะ


B: I need to go to the toilet.
A: Don't try to hold thing up, I don't have all day
B: Ok, ok, I will be very quick.

B: ผมต้องไปห้องน้ำ
A: อย่าพยายามถ่วงเวลา ข้าไม่มีเวลาทั้งวันนะ
B: โอเคๆ ผมจะไปให้ไว



This morning, the traffic was very bad. We were held by the traffic and we were late for 2 hours.
เช้าวันนี้จราจรแย่มาก เราถูกถ่วงเวลา(ล่าช้า) เพราะจราจรและเราก็สายไปสองชั่วโมง

They are trying to hold the project up.
พวกเขาพยายามที่จะถ่วงเวลาของโครงการ


ซื้อเวลา ในภาษาอังกฤษ 

ซื้อเวลา มีความหมายคล้ายๆกับ  ถ่วงเวลา คือ พยายามทำให้เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเกิดช้ากว่าเดิมเพื่อประโยชน์ของตน ในภาษาอังกฤษก็ตรงๆเลยคือ  buy time หรือ buy someone time ซื้อเวลาให้กับใคร

buy time/buy someone time


Don't try to buy time, I don't think you are really sick.
อย่าพยายามซื้อเวลา ผมไม่คิดว่าคุณจะป่วยจริงๆหรอกนะ

We have to buy ourself time. Maybe taking them somewhere while I am looking at it will help.
เราต้องซื้อเพิ่มแล้วละ บางที่พาพวกเขาไปที่ใหนก็ได้ตอนที่ผมสำรวจอาจจะช่วยได้

We were quickly running out of money but managed to buy time by getting a small loan.
เงินเราหมดไปอย่างเร็วแต่เราก็สามารถซื้อเวลาได้ด้วยเงินกู้ก้อนเล็กๆ



A: There must have been something wrong, they're buying more time by asking the judge for a continuance.
B: I begin to see that too.

A: ต้องมีอะไรผิดปกติแน่เลย พวกมันกำลังซื้อเวลาเพิ่มโดยขอให้ผู้พิพากษาเลื่อนการพิจารณาคดีออกไป
B: ผมเริ่มจะเห็นอย่างนั้นเหมือนกัน


A: Can we talk about this some other time?
B: Don't try to buy time any longer.

A: เราคุยเรื่องนี้ทีหลังได้ไหม
B: อย่าพยายามซื้อเวลาอีกเลย



เตะถ่วง ในภาษาอังกฤษ 

อีกคำหนึ่งที่มี ความหมายอย่างเดียวกับ hold something/someone up คือ ถ่วงเวลา หรือ ซื้อเวลา buy time ก็คือคำว่า เตะถ่วง ซึ่งใช้คำว่า drag someone's heels/feet แปลตรงๆก็คือลากส้นเท้าหรือเท้า หรืออีกคำหนึ่งคือ kick the can down the road เตะกระป๋องไปตามถนน

drag someone's heels/feet

The authorities are dragging their feet over enforcing the new law.
เจ้าหน้าที่กำลังเตะถ่วงการบังคับใช้กฏหมายใหม่

What the government is doing now is kicking the can down the road on the new project.
สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำตอนนี้คือเตะถ่วงเกี่ยวกับโครงการใหม่

Believe me they are running out of time and can't just drag their heels for long.
เชื่อฉันเถอะเวลาของพวกเขากำลังจะหมดเแล้วและเตะถ่วงอีกได้อีกไม่นานหรอก

I am very disappointed that all they can do is just kicking the can down the road.
ผมรู้สึกผิดหวังมากที่พวกเขาทำได้ก็แค่เตะถ่วง





Share:
Read More

Thursday, December 8, 2016

สามารถภาษาอังกฤษ Can VS Be Able To

can-be able to
CR:learnthaiwithmod.com

ไม่ได้นำความรู้ภาษาอังกฤษมาเขียนให้มิตรรักแฟนเพจอ่านมาหลายเพลา ลืมกันยังครับ วันนี้เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ ขอนำเสนอ ภาษาอังกฤษคำว่า สามารถ และ ความสามารถ

คำว่าสามารถคือ การที่เรา เชี่ยวชาญ, สันทัด หรือ ทำอะไรได้สำเร็จ หรือพูดง่ายๆคือทำได้นั้นเอง เมื่อพูดถึงเรื่อง ความสามารถ คนเรานั้นก็มีด้วยกันมากมายหลายอย่าง ทั้งด้านดนตรี กีฬา ภาษา การทำอารหาร การขีดเขียน การขับรถ หรือแม้กระทั้งสามารถอดทนต่อความทุกยากลำบากได้ และอืนๆอีกมากมามาย (you name it)

ทั้งนี้ความสามารถเหล่านี้มีทั้งที่ มีมาตั้งแต่เกิดซึ่งก็คือ พรสววรค์ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า gift (noun - กิฟทฺ) หรือเกิดจากการฝึกฝนฝึกหัด  ทีเรียกว่า training (noun - เทรนนิง) หรือ practice  (noun - แพรค'ทิส) แล้วก็เกิดเป็นทักษะที่เรียกว่า skill (noun - สกิล) หรือเกิดจากประสบการณ์ หรือ experience  (noun - อิคซฺเพีย'เรียนซฺ)

can/could

คำว่า สามารถ ในภาษาอังกฤษ ที่ใช้คำว่า can (แคน - modal verb)/could (คูด - modal verb) เป็นคำที่เราน่าจะรู้จักกันดี และน่าจะเห็นกันบ่อยๆ มาลองดูกันอีกทีครับว่าใช้กันในรูปใหนบ้าง

I can talk with her for hours and hours without being bored.
ผมสามารถคุยกับเธอได้ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าโดยไม่รู้สึกเบื่อ

She can swim faster than I can.
เธอสามารถว่ายน้ำได้เร็วกว่าผม

Could you give me a hand? (เชิงขอร้อง)
ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ

Can't she speak English?
เธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่ไหม

3 years ago, she couldn't speak Japanese but now she can speak fluently.
สามปีก่อนเธอพูดภาษาญี่ปุ้นไม่ได้แต่ตอนนี้เธอพูดได้อย่างคล่องแคล่ว

John can speak more than 10 languages.
จอร์นพูดได้มากกว่า 10 ภาษา

Can you drive?
คุณขับรถได้ไหม

be able to do something

ยังมีอีกคำหนึ่งในภาษาอังกฤษที่มีความหมายเหมือนกัน ที่แปลว่า สามารถ คือคำว่า be able to (adj - บี เอเบิล ทู) ซึ่งใช้แทนคำว่า can จาก ประโยคด้านบนได้เลย

I am able to talk with her for hours and hours without being bored.
ผมสามารถคุยกับเธอได้ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าโดยไม่รู้สึกเบื่อ

She is able to swim faster than I can.
เธอสามารถว่ายน้ำได้เร็วกว่าผม

Are you able to give me a hand?
ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ

Isn't she able to speak English?
เธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่ไหม

3 years ago, she wasn't able to speak Japanese but now she is able to speak fluently.
สามปีก่อนเธอพูดภาษาญี่ปุ้นไม่ได้แต่ตอนนี้เธอพูดได้อย่างคล่องแคล่ว

Why it is so important to be able to speak English?
ทำไมการพูดภาษาอังกฤษได้ถึงสำคัญมาก

แต่ในกรณีที่พูดถึงเรื่องในอนาคต ไม่สามารถใช้ can ได้ แต่เราะจะใช้คำว่า be able to  แทน

I am quite sure (that) I will be able to speak English better after the training.
ผมค่อนข้างแน่ใจว่าผมจะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเดิมหลังจากเข้าอบรม

Will you be able to help me with my assignment tomorrow?
คุณจะ(สามารถ)ช่วยงานผมได้ไหมพรุ้งนี้

She will not be able to buy the ticket until next month.
เธอจะไม่สามารถซื้อตั๋วได้จนกว่าจะถึงเดือนหน้า

be unable to do something

นอกจากใช้ not ในการพูดถึงเรื่องที่ไม่สามารถทำได้แล้ว เรายังใช้คำว่า be unable to (adj - บี อันเอเบิล ทู)ใช้ได้ด้วย ซึ่งคำว่า unable ก็มาจากคำว่า un + able

I am unable to leave without saying goodbye.
ผมไม่สามารถจากไปโดยไม่กล่าวคำลาได้

We are unable to sleep because our neighbour turn the music on so loud.
พวกเรานอนไม่หลับ (ไม่สามารถหลับได้) เพราะเพื่อบ้านเปิดเพลงเสียดังมาก

She was unable to find the car key because she left it somewhere else.
เธอไม่สามารถหากุญแจรถได้เพราะเธอลืมทิ้งไว้ที่อื่น

If the police are unable to handle this, the military will be called out to take care of this.
ถ้าตำรวจไม่สามารถรับมือเรื่องนี้ได้ ทหารจะถูกเรียกออกมาดูแลเรื่องนี้

enable

คำว่า able ที่เป็น adjective สามารถนำมาทำเป็นคำกริยาได้ คือคำว่า enable (verb - เอนเน'เบิล) ทำให้สามารถ ส่วนมากจะอยู่ในรูป

enable somebody/something to do something

Mobile phones enable us to keep in touch with other people easily.
โทรศัพท์มือถือทำให้เราสามารถติดต่อกับคนอื่นได้โดยง่าย

Technology enables us to build a low-cost solar cells.
เทคโนโลยี่ทำให้เราสามารถสร้างเซลล์สุริยะในราคาถูก

This pill will enable you to be invisible.
ยาเม็ดนี้จะทำให้คุณหายตัวได้

The new skytrain enables me to get to the city in 20 minutes.
รถไฟลอยฟ้าสายใหม่ทำให้ผมสามารถเข้าไปในเมืองภายในเวลา 20 นาที

Web technology enables us to learn online.
เทคโนโลยี่ทางเวบทำให้เราสามารถเรียนออนไลน์

Teleconference enables people to join the same meeting from different corner of the world.
Teleconference (การประชุมทางไกล)  ทำให้เราสามารถเข้าร่วมประชุมพร้อมกันจากทั้วทุกมุมโลก

Selling his big house enabled my friend to pay for his debt and buy a small house.
การขายบ้านหลังใหญ่ของเพื่อนของผมทำให้เขาจ่ายหนึ้ของเขาได้ รวมทั้งทำให้เขาซื้อบ้านหลังเล็กๆได้อีกหนึ่งหลัง

ผมเคยดู Star Trek Next Generation เห็นคนคุยและสั่งงานกับ computer ที่อยู่ในยาน USS Enterprise ได้ รู้สึก ชอบมาก ไม่นึกว่ามาตอนนี้เราสามารถทำได้แล้ว กับมือถือของเราเอง

New technology enables the novel's imagination to become the real invention.
เทคโนโลยี่ใหม่ๆทำให้จินตนาการในนิยายกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นจริงได้

ability

คำว่า able นี้ยังแปลงร่างเป็นคำนามได้ด้วย โดยเปลี่ยนรูปเป็น ability (noun -  อะบิละที) ซึ่งแปลว่า ความสามารถ

She has an ability to lead the team.
เธอมีความสามารถที่จะนำทีมได้

We need someone who has ability to manage this project.
เราต้องการคนที่มีความสามารถจัดการโครงการนี้ได้

I am afraid this is beyond my ability.
ผมเกรงว่าเรื่องนี่เกินความสามรถของผม

The candidates who can show that they have higher abilities will be selected.
ผู้สมัครที่สามารถแสดงว่ามีความสามารถกว่าจะเป็นผู้ถูกเลือก

I am sorry, but he lack the leadership ability. We could not promote him.
ผมขอโทษครับแต่เขาไม่มีความสามารถของผู้นำ เราไม่สามารถเลื่อขั้นเขาได้

If 2 candidates have the same level of ability (ability level), we will need to do some more interview.
ถ้าผู้สมัครสองคนมีความสามารถระดับเดียวกัน เราจะต้องมีการสัมภาษณ์อีก

With his great ability and good opportunity, I am sure he will get very far.
ด้วยความสามารถที่ดีเยียมประกอบกับโอกาสที่ดี ผมแน่ใจว่าเขาต้องไปได้ไกลแน่นอน

-able

นอกจากคำว่า able  จะนำไปใช้เพื่อบอกความสามารถที่จะทำอะไรแล้ว ในรูปของ be able to เรายังสามารถนำคำว่า able ไปเชื่อมกับคำอื่น (suffix) เพื่อจะเป็นการบอกว่า สามารถทำอย่างนั้นได้ คำเหล่านี้เมื่อนำ able ไปเชื่อมก็จะกลายเป็น คำคุณศัพท์ หรือ adjective เช่นเดียวกับ able เช่น

  • washable/unwashable/nonwashable  ซักหรือล้างได้/ซักหรือล้างไม่ได้
  • breakable/unbreakable แตกได้/แตกไม่ได้
  • touchable/untouchable แตะต้องได้/แตะต้องไม่ได้
  • eatable/uneatable กินได้/กินไม่ได้
  • edible/inedible กินได้(ไม่มีพิษ)/กินไม่ได้ (มีพิษ)
  • comfortable/uncomfortable สะดวกสบาย/ไม่สะดวกสบาย
  • measurable/unmeasurable วัดได้/วัดไม่ได้
  • available/unavailable หาได้ พร้อมใช้งาน/หาไม่ได้ ไม่พร้อมใช้งาน
  • drinkable/undrinkable ดื่มได้/ดื่มไม่ได้
  • killable/unkillable ฆ่าให้ตายได้/ฆ่าให้ตายไม่ได้
  • believable/unbelievable น่าเชื่อ/ไม่น่าเชื่อ
  • evitable/inevitable หลีกเลี่ยงได้/หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • foreseeable/unforeseeable สามารถแลเห็นล่วงหน้าได้/ไม่สามารถแลเห็นล่วงหน้าได้ 
  • preventable/unpreventable สามารถป้องกันได้/ไม่สามารถป้องกันได้
  • durable/undurable ทนทาน/ไม่ทนทาน
  • flammable/inflammable ไวไฟ ติดไฟได้/ไม่ไวไฟ ไมติดไฟ
  • remarkable/unremarkable เป็นที่น่าสังเกต/ไม่เป็นที่น่าสังเกต
  • possible/impossible เป็นได้/เป็นไปไม่ได้
  • probable/non-probable น่าจะเป็นไปได้/ไม่น่าจะเป็นไปได้
  • etc


This kind of clothes is not washable.
เสื้อผ้าประเภทนี้ซักไม่ได้

This food is uneatable.
อาหารนี้กินไม่ได้ (not a pineapple ไม่เป็นสับปะรด ^_^ อิอิ จริงๆแล้วไม่เป็นสับปะรด ภาษาอังกฤษน่าจะพูดว่า no taste หรือไม่ก็ not good)

Food that is edible may sometimes be uneatable.
อาหารที่กินได้บางที่รสชาติอาจจะกินไม่ได้

The water in this well is undrinkable because the elephant with black tusks has put the poisonous plant in it.
น้ำในบ่อนี้กินบ่มิได้เด้อ เพราะไอ้งาดำเอาไม้มีพิษทิ้งลงไปแล้ว

I was told that this elephant is untouchable. It is unkillable.
มีคนบอกผมว่าช่างตัวแตะต้องไม่ได้ ฆ่ามันไม่ได้

This vase was well-made and it is unbreakable easily.
แจกันใบนี้ถูกทำมาอย่างดีไม่แต่ง่ายๆหรอก

I am not available on Saturday, I have an English class.
I am unavailable on Saturday, I have an English class.
ผมไม่ว่างวันเสาร์ผมมีเรียนภาษาอังกฤษ

Will you be available on Monday. (=Will you be free on Monday/Are you free on Monday)
วันจันทร์คุณว่างไหม

This is unbelievable, how could I fail English.
ไม่น่าเชื่ออ่ะ ผมตกภาษาอังกฤษได้ใง

This is inevitable, as you sow so shall you reap.
หลีกเหลียงไม่ได้ดอก ทำสิ่งได้ไว้ก็ต้องได้รับผลของส่ิงนั้น

The depths of the ocean is unmeasurable by normal measurement but it is measurable by sonar.
ความลึกของมหาสมุทร์ไม่สามารถวัดโดยวิธีทั่วๆไปแต่วัดได้โดยการใช้ระบบโซนา (ระบบหาวัตถุใต้น้ำด้วยคลื่นเสียง)

An accident is unforeseeable but might be preventable with mindfulness and carefulness.
อุบัติเหตูเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแลเห็นล่วงหน้าได้ แต่อาจจะสามารถป้องกันได้โดยเราต้องมีสติและมีความระมัดระวัง

Is this material durable.
วัสดุนี้ทนทานไหม

-ability

เช่นเดียวกับคำว่า able  เราสามารถนำคำว่า ability ไปใช้เพื่อบอกถึงความสามารถซึ่งก็นำไปเชื่อมกับคำอื่น (suffix) เพื่อจะเป็นการบอกว่าถึง ความสามารถนั้นๆตามคำศัพท์ที่นำไปต่อ ซึ่งเมื่อนำไปเชื่อมแล้วคำนั้นก็จะกลายเป็น นาม เช่นเดียวกับ ablility ซึ่งมีความหมายในเชิง ความ การ เป็นต้น เช่น

  • manageability ความสามารถในการจัดการ
  • availability ความพร้อมใช้งาน
  • washability ที่สามารถซักหรือล้างได้
  • durability ความสามารถทนทานได้
  • flammability การที่ติดไปง่าย
  • remarkability ความเป็นที่น่าสังเกต
  • durability/undurability ความสามารถทนทานได้/ไม่ความสามารถทนทานได้
  • inevitability /การทีหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • possibility ความเป็นไปได้
  • probability ความน่าจะเป็น
  • etc

It is an inevitability to meet her in the party that caused the pain again.
การที่หลีกเลียงพบเธอในงานไม่ได้ทำให้ผมเจ็บปวดอีกครั้ง

Flammability is the property of gasoline.
ความไวไฟเป็นคุณสมบัติของน้ำมัน

Probability is one part Maths.
ความน่าจะเป็นเป็นส่วนหนึ่งของวิชาคณิตศาตร์

“Without leaps of imagination or dreaming, we lose the excitement of possibilities. Dreaming, after all is a form of planning.” 
― Gloria Steinem

ถ้าปราศจากกระพี้หนึ่งของจินตนาการหรือความฝัน เราก็จะสูญเสียความน่าตื่นเต้น(ที่จะลุ้น)ของความเป็นไปได้ ความฝันจริงๆแล้วมันคือรูปแบบๆหนึ่งของการวางแผนนั่นเอง



Read more at:
Share:
Read More

Thursday, October 13, 2016

ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ



ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ


May I be your humble servant in each and every of my rebirth.

Source: 
http://droidsans.com/node/208349

Share:
Read More

Sunday, October 9, 2016

What time is it? ไม่ได้เป็นการถามถึงเวลาที่เป็นชั่วโมงได้อย่างเดียว

what time is it?
what time is it?
source:slidesharecdn.com


What time is it? (วอท ทายอัม อีส อิท) เป็นประโยคที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ปกติเราใช้ในการถามเวลาว่ากี่โมงแล้ว ซึ่งถาม ว่าเวลา ณ ขณะที่ถาม เป็นเวลากี่โมง ซึ่งบางที่อาจจะ ใช้ประโยคว่า what is the time? (วอท อีส เธอะ ทายอัม)  แทนได้ด้วย โดยมีความหมายเหมือนกัน หรืออาจจะถามว่า

do you have the time? (US)(ดู ยู แฮฝ เธอะ ทายอัม) หรือ
have you got the time? (UK) (แฮฝ ยู กอท เธอะ ทายอัม) ก็ได้

ทั้งหมดนี้จะมีความหมายเท่ากับ
could/can you tell me what time it is? (คูด/แคน ยู เทล มี วอท ทายอัม  อิท อีส)

คำตอบของคำถามข้างต้นก็จะเป็น It is .... ตามด้วยเวลา หรือบอกเวลาไปเลยก็ได้ โดยไม่ต้องมีคำว่า it is เช่น It is 9 o'clock หรือ  9 o'clock เฉยๆก็ได้ที่จะแปลว่า เก้าโมงแล้ว เป็นต้น

do you have the time? คำนี้ถ้าไม่มี the เป็น do you have time? (ดู ยู แฮฝ ทายอัม) อันนี้ไม่ได้ถามเรื่องเวลาแล้วนะครับ แต่เป็นการถามว่าคุณมีเวลาไหม ซึ่งประโยคนี้อาจจะพูดได้อีกแบบว่า
do you have a minute (to spare)?  (US)
have you got a minute (to spare) ? (UK)
มีเวลาซักนาทีไหมครับ/คะ
อันนี้อาจจะเพิ่มเป็น or two เข้าไปก็ได้ เป็น

หรือจะเปลี่ยน a minute เป็น moment

do you have a moment (to spare)? (US)
have you got a moment (to spare)? (UK)
มีเวลาซักครูไหมครับ/คะ

หรือจะเปลี่ยนa minute เป็น a few minutes  ก็ได้กลายเป็น
do you have a few minute (to spare)?
have you got a few minutes (to spare)?

to spare (verb - สแปร์/สเปเออร์) คือ to give นั่นเองครับ

ยกตัวอย่าง

Do you have time? I would like to talk with you about our next meeting.
คุณมีเวลาไหมครับ ผมอยากจะคุยเรื่องการประชุมครั้งหน้าครับ

Do you have a moment, Jennifer? There is a man waiting to see you in the lobby.
คุณเจนนีเฟอร์ คุณมีเวลาซักครูไหม มีผู้ชายคนหนึ่งรอพบคุณที่ห้องรับรอง

I don't have a second to spare. Whatever I know, I already told you.
ผมไม่มีเวลา สิ่งที่ผมรู้ผมบอกไปหมดแล้ว

ผมได้เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่อง time ไว้   3-4 ตอน ติดตามอ่านได้ครับ
ตอนที่ 1 - Time (1) : Time Consuming
ตอนที่ 2 - Time (2) : It's About Time
ตอนที่ 3 - Time (3) : Keep Up With Time
ตอนที่ 4 - Time (4) : From Time To Time


กลับมาที่เรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ว่า what time is it? ไม่ได้ถามว่ากี่โมงแล้วอย่างเดียว นั้นหมายถึงอะไร ไปดูกันครับว่าความหมายอีกความหมายหนึ่งคืออะไร ลองดูประโยค ด้านล่างนี้ครับ แล้วลองดูว่าคำถามถามถึงเรื่องอะไร

What time is it when an elephant gets on your bed?

ถ้าท่านคิดว่าคำถามถามว่าเป็นเวลากี่โมงที่ช่างตัวหนึ่งไปนั่งอยู่บนเตียงนอนของคุณละก็ ผิดถนัดเลยครับ

เพราะอาจจะมีคำถามว่า how would I know? (ฮาว วูด ไอ โนว์ ) ผมจะรู้ได้ใง  หรือ
อาจจะหนักถึง how the hell would I know? จะรู้ได้ใงฟะ

ถ้าท่านคุ้นหน้าค่าตากับ คำว่า time มาพอสมควรจะรู้ว่า timeในที่นี้ไม่ได้หมายถึง เวลาที่หมายถึง ชั่วโมง ลองไปดู โครงสร้างนี้ก่อนครับ

It's time to do something.
It's time for something.

ซึ่งแปลว่า เป็นเวลาหรือได้เวลาที่จะต้องทำอะไรบางอย่าง หรือเวลาของอะไรบางอย่าง ซึ่งก็คือ point when something happens  เช่น

It's time to say goodbye.
ได้เวลาที่ต้องกล่าวคำอำลา

Children, it's almost time to start our class.
เด็กๆ เกือบได้เวลาเริ่มเรียนแล้ว

It's time for the bad guys to face the music.
ได้เวลาที่พวกเหล่าร้ายต้องรับกรรม

It's time for bed.
ได้เวลานอนแล้ว

It's time for the revenge.
ได้เวลาเอาคืนแล้ว

It's almost the right time for the wedding to begins.
เกือบได้เวลาเริ่มพิธีแต่งงานแล้ว

กลับไปที่คำถามที่ว่า What time is it when an elephant gets on your bed? อันนี้เป็น riddle หรือคำถามปัญหาเชาว์ ที่เด็กๆฝรั่งใช้เล่นกัน ซึ่งเล่นกับคำว่า time หรือเวลา แทนทีคำถามจะถามว่าช้างขึ้นไปบนเตียงของคุณตอนกี่โมง ซึ่ง ก็ให้เข้าใจว่า มันคือเวลาที่จะต้องทำอะไรเมื่อช้างขึ้นไปบนเตียงของคุณ  the answer is "it's time to get a new bed"
หรือจะ บอกอีกอย่างก็ได้ ว่า
"It's time for a new bed".

ครับ ได้เวลาซื้อเตียงใหม่นั่นเองคราบบบบ
Share:
Read More