Wednesday, May 20, 2020

WHY DO WE PERSPIRE - อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเหงื่อไหล


why do we perspire
sweat - shutterstock.com

วันนี้นอกจากเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษจะพาไปเรียนภาษาอังกฤแล้วยังจะพาก็ไปรู้จักกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา นั่นก็คือ เหงื่อ นั่นเอง ใกล้มากเลยใช่ไหมครับ ทีนีถ้าจะพูดถึงเหงื่อเราๆคงรู้จักกันเป็นอย่างดีโดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้ พบเจอกันบ่อยมากจนอยากอยู่ห่างๆกันบ้างแต่ก็กลัวเปลียงค่าไฟ  ไม่เป็นไรคใหนๆก็หลีกหนีไปไม่พ้น งั้นมารู้จักหน้าค่าตาของเหงื่อกันให้ลึกซึ่งไปเลย ทั้งที่มาและที่ไปของเขา

ในภาษาอังกฤษ เหงื่อเขา (อย่าถามนะครับว่าใคร เดี๋ยวผมจะตอบไม่ได้) ใช้คำว่า perspiraton (เพอสพิเร'เชิน - noun) ซึ่งค่อนข้างเป็นคำที่ใช้เป็นทางการซักหน่อย คำกริยาของคำนี้คือ perspire (เพอสไพ'เออ - verb)  อีกคำหนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยและใช้แบบไม่ค่อยเป็นทางการ (informal) ซึ่งเป็นทั้งคำนามและคำกริยาพร้อมกันแบบ two in one นั่นก็คือคำว่า sweat (สเวท - noun/verb)  ซึ่งเจ้า sweat/perspiration หรือว่าเหงื่อนี่ เกิดจากต่อมเหงื่อ ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า sweat gland (สเวท แกรนด์ - noun - ต่อมเหงื่อ) นั่นเอง ถ้าอยากทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้นก็เชิญที่ A short history of sweat gland biology แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะคราบ ศัพท์แสงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนา 

ในสมัยกาลก่อน มีคำกล่าวที่ว่า "horses sweat, men perspire" เป็นคำกล่าวที่แสดงเป็นนัยๆคล้ายๆกับว่า คำว่า sweat ให้ใช้กับสัตว์ และคำว่า perspireให้ใช่กับคน แต่ในปัจจุบันดูเหมือนว่าสองคำนี้ถูกใช้แทนกันได้และยิ่งไปกว่านั้น เจ้า sweat ดูเหมือนจะถูกอกถูกใจฝูงชนจนคนจำนวนมากจนถูกนำไปใช้บ่อยกว่า perspire ซะอีก 

ก่อนที่จะพาเขารกเข้าพงจนหาทางกลับไม่เจอ เรากลับมาที่เกร็ดความรู้ที่ว่า why do we perspire? หรือ  why do we sweat? ทำไมเหงื่อเราถึงออก ที่จั่วหัวไว้ก่อนดีกว่า เคยสงสัยกันไหมครับว่ามีสาเหตุอะไรบ้าง ที่ทำให้เราเหงื่อออก อาจจะเดาๆกันได้บ้าง แต่ลองมาดูเหตุผลลึกๆเชิงวิทยาศาตร์ซิว่าร่างกายเราทำงานยังไงก่อนที่จะผลิดเหงือออกมา 

WHY DO WE PERSPIRE?

The body could be considered a permanent furnace. The food we take in is "fuel," which the body "burns up." In this process, about 2,500 calories are being used every day in the body.

ถ้ามองร่างกายคนเราว่าเป็นเตาหลอมแบบถาวร อาหารที่เรากินเข้าไปก็จะเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งร่างกายก็นำไปเผาผลาญ ซึ่งในขั้นตอนนี้ (พลังงาน)ประมาณ 2,500 แคลอรี่ ถูกนำไปใช้ทุกๆวันในร่างกายของเรา

Now this is quite a bit of heat. It's enough heat to bring 25 quarts of water to the boiling point! What happens to all this heat in the body? If there were no temperature controls in the body, we could certainly think of ourselves as "hot stuff." But we all know that the heat of the body doesn't go up (unless we're sick). We know that our body heat remains at an average temperature of 98.6 degrees Fahrenheit. 

ซึ่งนี่เป็นความร้อนที่ค่อนข้างมาก (quite a bit - ไควท์ อะ บิท) ซึ่งร้อนพอที่จะทำให้น้ำ 25 ควอร์ทเดือด (1 ควอร์ท = 1/4 แกนลอน 25 ควอร์ทก็ประมาณ 6 แกนลอนนิดๆ) เกิดอะไรขึ้นกับความร้อนเหล่านี้ในร่างกายของเรา ถ้าไม่มีการควบคุมอุณหภูมิในร่างการของเรา เราคงไหม้ไปแล้ว แต่เราทุกคนก็คงรู้ว่าความร้อนในร่างกายเราจะไม่สูง(มากเกินไป) ยกเว้นว่าเราป่วย เรารู้ว่าความร้อนในร่างกายคนเราจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 98.6 องศาฟาห์เรนไฮท์ (37 องศาเซลเซียส)

Perspiration is one of the ways we keep our body "furnace" at a nice normal temperature. Actually, our body temperature is controlled by a center in the brain known as the temperature center. It consists of three parts: a control center, a heating center, and a cooling center.

การขับเหงื่อออกจากร่างการเป็นวิธีหนึ่งที่คอยคุมให้ร่างกายเราเผาใหม่ (furnace - เฟอร์'เนส - เตาหลอม/ หลอมละลาย - noun/verb) ที่อุณหภูมิที่เหมาะสม จริงๆแล้วร่างกายของเราถูกควบคุมจากศูนย์ควบคุมในสมองซึ่งเรียกว่า ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ศูนย์ควบคุม ศูนย์ทำความร้อน และ ศูนย์ทำความเย็น

Suppose the temperature of the blood drops for some reason. The heating center goes to work and certain things begin to happen. Special glands give out more chemical substances to burn, the muscles and the liver use up more "fuel," and soon our internal temperature rises.

สมมุติว่าอุณหภูมิของเลือด(ในร่างกายเรา)ลดลงโดยเหตุผลบางอย่าง ศูนย์ทำความร้อนก็จะเริ่มทำงานและเกิดการกระทำบางอย่างขึ้น ต่อมที่เกี่ยวของก็จะหลั่งสารเคมีออกมามากขึ้นเพื่อให้เกิดการเผาผลาญ กล้ามเนื่อและตับก็จะใช้พลังงาน(เกิดการเผาผลาญ) มากขึ้น และในไม่ช้าอุณหภูมิข้างในร่างกายก็จะสูงขึ้น

Now suppose the temperature of the blood rises for some reason. The cooling center goes to work. The process of oxidation, or burning up of fuel, is slowed up. And another important thing happens. The vessels in the skin are dilated, or opened, so that the extra heat can radiate away, and also to help our perspiration to evaporate.

ทีนี้ สมมุติว่าอุณหภูมิของเลือด(ในร่างกาย)สูงขึ้นโดยเหตุผลบางประการ ศูนย์ทำความเย็นก็จะทำงาน ขบวนการออกซิเดชัน หรือ การเผาไหม้เชื้อเพลิง ก็จะค่อยๆช้าลง และสิ่งที่สำคัญอื่นๆก็จะตามมา หลอดเลือด (vessel - เวส'เซิล - noun) ใต้ผิวหนังก็จะขยายตัว (dilated - ไดเลททิด - adj) หรือเปิด เพื่อที่จะกระจายความร้อนส่วนเกินออกไป (radiate - เร'ดิเอท - แผ่/กระจาย) และก็ช่วยให้เหงื่อของเราระเหยออกไป (evaporate - อีแวพ'พะเรท - verb)

When a liquid evaporates, it takes away heat. For example, we feel cold after a bath because the water which remains in contact with our warm skin is evaporating rapidly and cooling us off. So perspiration is part of the process of cooling the body.

เมื่อน้ำหรือของเหลวระเหยออกไป ความร้อนก็ถูกนำออกไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น หลังจากอาบน้ำเราจะรู้สึกหนาวเพราะว่าน้ำที่ยังเกาะอยู่ตามผิวหนังอุ่นๆของเรากำลังระเหยอย่างรวดเร็ว (rapidly - แรพ'พิดลิ - adv) และทำให้เรารู้สึกเย็น ดังนั้นการที่เหงื่อไหลไคลย้อยเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทำให้ร่างกายเย็นลง

Perspiration is like a shower which washes the body from within. The fluid flows out through millions of tiny openings in the skin in the form of microscopic drops. And these tiny drops can evaporate quickly and cool the body quickly when necessary.

การที่เหงื่อออกก็เหมือนกับการอาบน้ำที่ชะล้างร่างกายของเราจากภายใน เหงือก็จะไหลออกไปทางรูขุมขนเล็กๆที่เปิดอยู่ใต้ผิวหนังของเราจำนวนหายล้านรู ซึ่งออกมาในรูปหยดน้ำขนาดเล็กมาก และหยดน้ำขนาดเล็กเหล่านี้ก็สามารถระเหยได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ร่างกายเราเย็นได้อย่าวรวดเร็วเมื่อถึงคราวจำเป็น

On humid days, we suffer because the water on our skin can't evaporate easily. So we use fans to carry away the moist air and to help the evaporation of our perspiration.

ในวันที่อากาศชื้น เราจะรู้สึกร้อนเพราะว่าเหงื่อที่ผิวหนังของเราไม่สามารถระเหยออกไปได้อย่างง่ายๆ ดังนั้นเราก็เลยต้องใช้พัดลมช่วยพัดอากาศที่ ชื้น (moist - มอยซฺทฺ - adj) ออกไปและช่วยให้เหงื่อของเราระเหยไปด้วย (นะสิบอกให้)

From: The Big Book Of Tell Me Why -  Arkady Leokum

จากบทความ การที่เหงื่อเราไหลใคลเราย้อยก็เกิดจากขบวนการในร่างกายที่พยายามปรับสมดุลนี้เอง
แต่นอกจากที่กล่าวมาแล้ว มันก็มีสาเหตุอื่นๆอีกที่ทำให้เราเหงือไหล เช่น  อารมณ์และความเครียด เช่น anxiety (แองไซ'อิที - ความวิตกกังวล - noun) อาหาร เช่น อาหารรสจัด วัยหมดประจำเดือน หรือเกิดจากการเจ็บป่วย ซึ่งไม่ขอลงรายละเอียดในตอนนี้ ไม่งั้นบทความจะยาวมาก

แต่ถ้าเมื่อใหร่ก็ตามที่คุณเหงื่อออกประกอบกับมีอาการตามด้านล่างนี้ควรไปพบแพทย์ครับ 
  • chest pain (เชสท เพน) เจ็บหน้าอก
  • dizziness (ดิซ'ซีเนิส) อารการวิงเวียนศรีษะ
  • shortness of breath (ชอร์ทเนิท ออฟ เบรธ) หายติดขัด
  • continued perspiration for an extended period of time without cause เหงื่อออกเป็นเวลานานมากโดยไม่มีสาเหตุ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
Share:
Read More

Monday, September 16, 2019

ถ้าคุณคิดว่าท้องว่างเป็นสาเหตุทำให้เราหิว คุณกำลังเข้าใจผิด



what makes us hungry
เคยส่งสัยไหมครับว่า ตอนที่เราหิว เกิดอาการท้องร้อง หรือ growling stomach (n - โกรลิง สทัม'มัค) หรือ empty-feeling stomach (n - เอมที ฟีลลิง สทัม'มัค - รู้สึกท้องว่าง)  ความหิวเกิดจากอะไร ผมเคยเข้าใจว่าเกิดจากเพราะว่าท้องเราว่าง  แต่รู้ไหมครับผมเข้าใจผิดมาตลอดเลย อยากรู้ไหมครับว่าจริงๆแล้วความรู้สึกหิว ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า hunger (n - ฮัง'เกอะร์) เกิดจากอะไร ไปหาคำตอบกันครับ  let find the answer together

WHAT MAKES US HUNGRY? อะไรทำให้เราหิว

When we need food, our body begins to crave for it. But how do we know that we are feeling "hunger"? How does our mind get the message and make us feel "hungry"?

เมื่อเราต้องการอาหาร ร่างกายของเราเริ่มที่จะ crave (v - เครพ - กระหาย) มัน แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรารู้สึกหิว เราได้รับสัญญาน(สาร)ว่าเราหิวได้อย่างไร

Hunger has nothing to do with an empty stomach, as most people believe. A baby is born with an empty stomach, yet it doesn't feel hungry for several days. People who are sick or feverish often have empty stomachs without feeling hungry.

การหิวจริงๆแล้วไม่เกี่ยวกับ ท้องว่าง หรือ empty stomach (n - เอมจิ สทัมมัค) อย่างที่หลายๆคนเชื่อเลย เด็กทารกเกิดมาพร้อมกับท้องว่างแต่ไม่รู้สึกหิวเลยตั้งหลายวัน  บ่อยคนป่วยท้องว่างแต่ก็ไม่รู้สึกหิว


Hunger begins when certain nutritive materials are missing in the blood. When the blood vessels lack these materials, a message is sent to a part of the brain that is called the "hunger center"

ความหิวเริ่มเมื่อขาด  miss (v - มิส - สูญเสีย หาย) สารอาหารบางอย่างในเลือด เมื่อหลอดเลือด (blood vessel - n -  บลัด เวสเซิล) ขาดสารชนิดนี้ จะมีสัญญาน(ข้อความ)ส่งไปยังสมองที่เรียกว่า ศูนย์(ควบคุม)ความหิว

This hunger center works like a brake on the stomach and the intestine. As long as the blood has
sufficient food, the hunger center slows up the action of the stomach and the intestine. When the food is missing from the blood, the hunger center makes the stomach and intestine more active.

ศูนย์(ควบคุม)ความหิวนี้ทำงานคล้ายๆกับเบรกระว่างท้องกับลำใส้ intestine (n - อินเทส'ทิน - ลำใส้) ถ้าเลือดยังมีสารอาหารพอเพียง ศูนย์(ควบคุม)ความหิวก็จะลดการทำงานระหว่างท้องกับลำใส้ลง แต่เมื่อไหร่ที่สารอาหารไม่พอเพียงศูนย์(ควบคุม)ความหิวก็จะกระตุ้นการทำงานระหว่างท้องกับลำใส้ให้ทำงาน

That's why a hungry person often hears his stomach "rumbling." When we are hungry, our body doesn't crave any special kind of food, it just wants nourishment. But our appetite sees to it that we don't satisfy our hunger with just one food, which would be unhealthy.

นั้นเป็นเหตุผลที่คนที่หิวมักจะได้ยินเสียงท้องของเขา ร้องโครกคราก rumble (v - รัม'เบิล - ส่งเสียงคางยาว [ท้อง]ร้อง) เมื่อเราหิวร่างกายจะไม่ได้อยากกินอาหารจานพิเศษไดๆเลย หากแต่ต้องการแค่สารอาหาร nourishment (n - เนอ'ริชมัน - อาหาร สารอาหาร) แต่ความอยากอาหาร  appetite (n - แอพ'พิไททฺ - ความอยากอาหาร) ของเรากลับเห็นว่า see to it (v - ซีทูอิท - เห็นด้วย เห็นว่า) เราไม่ได้ทำให้ความหิวหายไป satisfy (v - แซท'ทิสไฟ - ทำให้พอใจ) เพี่ยงเพราะอาหารประเภทเดียว ซึ่งไม่นั่นคงดีต่อสุขภาพ

For instance, it would be hard for us to take in a certain amount of nourishment all in the
form of potatoes. But if we eat soup until we've had enough, then meat and vegetables until we've had enough, then dessert until we've had enough, we can take in the same quantity of food and enjoy it!

ยกตัวอย่างเช่น มันค่อนข้างยากที่เราจะได้รับจำนวนสารอาหารได้ทั้งหมดจากมันฝรั่งเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเรากินซุบจนพอ เนื้อและผักจนพอแล้วกินของหวานจนพอ เราจะสามารถกินอาหารได้ปริมาณเท่าๆกันอย่างมีความสุข

How long can we live without food? That depends on the individual. A very calm person can live longer without food than an excitable one because the protein stored up in his body is used up more slowly.

ถ้าไม่กินอาหารคนเราจะอยู่ได้นานเท่าใหร่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับแต่ละคน คนที่ใจเย็นจะสามารถอยู่ได้นานกว่าคนที่ตื่นเต่นง่าย ซึ่งเป็นเพราะโปรตีนที่อยู่ในร่างกายของของคนที่ใจเย็นจะถูกนำไปใช้จนหมด use up (v - ยูส อัพ -ใช้จนหมด)ได้ช่ากว่านั่นเอง

FromThe Big Book Of Tell Me Why

https://www.seattletimes.com/life/wellness/hunger-vs-thirst-are-you-eating-when-you-should-be-drinking/
Share:
Read More

Friday, June 22, 2018

What makes people sneeze? เหตุของการจามและตำนานการกล่าวคำว่า bless you

อะไรทำให้เราจาม-What makes people sneeze
อะไรทำให้เราจาม-What makes people sneeze
source: heart-valve-surgery.com

สวัสดีครับ พบกับเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษวันนี้ มาดูบทความภาษาอังกฤษเกี่ยวกับร่างกายของเราหน่อยครับ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยจาม คำจามในภาษาอังกฤษที่แปลว่า sneeze (verb - สนีซ)  ไม่ใช่กริยาที่ใช้ ขวาน axe (noun/verb - แอคซฺ) จามนำครับ

ผมเป็นคนหนึ่งที่จามบ่อยมาก จนพูดได้ว่า

sneezing is my regular visitor, it comes every once in a while (มาบ่อยเกิ้นห่างกับบ้างก็ได้)

ครับเราเจอกันบ่อยมากเพราะ ผมเป็นโรคภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่า allergy (noun - แอล' เลอจี-ภูมิแพ้/อาการแพ้) เคยไปทำ allergy test โดนไปหลายเข็มแต่ก็ไม่เจอ เข้าใจว่าน่าจะเป็นที่ดินฟ้าอากาศ เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเราถึงจาม อะไรทำให้เราจาม บางคนอาจจะตอบว่าฝุ่นรอบตัวเรา หรือดินฟ้าอากาศอย่างที่ผมเข้าใจ ไปดูว่าคำตอบที่มีในใจว่าใช่หรือไม่ครับ ตามผมมาครับ

This way please...

bless you after sneeze
don't expect a "bless you" after the 5th sneeze, get that shit under control

อะไรเป็นสาเหตุทำให้เราจามเป็น บทความนี้เอามาจาก หนังสือเรื่อง The Big Book Of Tell Me Why

What makes people sneeze? อะไรเป็นสาเหตุทำให้เราจาม


For some strange reason, the act of sneezing has long been considered more than just a physical action.  All kinds of ideas and legends have grown up about sneezing, as if it had special significance.

ด้วยเหตุผลบางอย่าง การจามถูกมองมาเป็นเวลายาวนานว่าไม่ใช่แค่อาการทางร่างกาย ทุกๆความคิดเห็นและทุกๆเรื่องราวมีมากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับกับจาม คล้ายๆกับว่ามันมีนัยสำคัญพิเศษ

Actually, sneezing is the act of sending out air from the nose and mouth. It is a reflex act, and happens without our control. Sneezing occurs when the nerve-endings of the mucous membranes of the nose are irritated. It can also happen, curiously enough. when  our optic never is stimulated by a bright light!

จริงๆแล้ว การจามเป็นอาการของการพ่นลมออกมาจากจมูกและปาก มันเป็นกริยาตอบกลับหรือตอบสนองอัตโนมัติ และเกิดขึ้นโดยควบคุมไม่ได้ การจามเกิดขึ้นเมื่อ ปลายประสาท (nerve-endings - เนิร์ฟว เอนดิง) ของ เยื่อบุผิวในช่องจมูก (mucous membranes - มิว'เคิส  เมม'เบรน) เกิดการระคายเคือง (irritated - อิริเททิด)

The irritation that causes sneezing may be due to a swelling of the mucous membrane of the nose, as happens when we have a cold; It may be due to foreign bodies that somehow get into the nose;  or it may be due to an allergy. The act of sneezing is an attempt by the body to expel air to get rid of the irritating bodies.

การระคายเคื่องที่ทำให้เกิดการจามอาจจะเกิดจากการบวมของเยื่อบุผิวในช่องจมูก ซึ่งเกิดขึ้นตอนที่เราเป็นหวัด (ไข้หวัดภาษาอังกฤษ) อาจจะเกิดจากสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในจมูก หรือไม่ก็เกิดจากอาการการแพ้ การจามเป็นความพยายามของร่ายการที่จะดันลมเพื่อที่จะกำจัดสิ่งที่ทำให้ระคายเคือง

From earliest times, however, people have wondered about sneezing, and it has universally been  regarded as an omen of some kind.  the Greeks,  Romans, and Egyptians regarded the sneeze a warning in times of danger, and as a way of foretelling the future. If you sneezed to the right, it was considered lucky; to the left, unlucky.

อย่างไรก็ดี ในสมัยก่อนผู้คนก็มีความสงสัยเกี่ยบกับการจาม ถึงขนาดที่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับรางบอกเหตุ (omen -โอ'เมิน - รางบอกเหตุ ) บางอย่าง ในสมัยกรีก โรมันและอียิปเชื่อว่าการจามเป็นการเตือนภัย และเป็นวิธีหนึ่งในการทำนายเรื่องในอนาคต ถ้าจามไปทางขวาจะถือว่ามีโชค แต่ถ้าจามไปทางซ้ายจะโชคร้าย (ในบ้านเราจะมีการกล่าวติดตลกๆว่ามีคนกำลังคิดถึง  - ผู้เขียน)

The reason we say “ God bless you” after someone sneezes cannot be traced to any single origin, what seems to be connected with ancient beliefs. The Romans thought a person expelled evil spirits when he sneezed, so everyone present would say “Good luck to you” after a sneeze, hoping the effort to expel the spirits would succeed.

เหตุที่มีการกล่าวว่า "God bless you" (ก๊อด เบรส ยู) (หรือบางทีก็จะได้ยินสั้นๆว่า bless you  - ผู้เขียน) หลังจากที่มีคนจามยังหาแหล่งที่มาที่แน่ชัดไม่ได้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อโบราณ คนโรมันเชื่อว่าการจามจะเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป ดังนั้นคนที่อยู่ใกล้ๆก็จะกล่าวว่า  "ขอให้คุณโชคดี" หลังจากที่มีการจาม โดยหวังว่าการพยายามนั้นจะช่วยขับไล่ (expel - verb - อิคซฺเพล) สิ่งชั่วร้ายได้สำเร็จ

Primitive people believed that sneezing was a sign of approaching death. When anyone sneezed, therefore, people said "God help you!" because that person sneezing was in danger.

คนรุ่นเก่า เชื่อว่าการจามเป็นสัญญาณของการขยับเข้าไปใกล้ (approach - verb- อะโพรช' ขยับเข้าใกล้) ความตาย ดังนั้นเมื่อมีคนจามก็จะพูดกันว่า "ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ" (God Help you) เพราะคนที่จามกำลังมีอันตราย

There is a legend that before the days of Jacob, a person died after sneezing. Jacob interceded with God, according to this tale, so that people could sneeze without dying - provided a benediction followed every sneeze!

มีตำนานกล่าวว่าก่อนสมัยจาคอบ คนเสียชิวิตจากการจาม ตามตำนานจาคอบได้วิงวอนพระผู้เป็นเจ้าให้ผู้คนจามได้โดยไม่ต้องเสียชิวิต และก็ขอให้อำนวยพรให้หลังจากมีการจามทุกครั้ง

During the 6th century that was the plague in Italy, and Pope Gregory the Great ordered that prayers be said against sneezing. It was at this time that the custom of saying "God bless you" to persons who sneezed became established.

ช่วงศัตวรรษที่ 6 เกิดโรคระบาดในประเทศอิตาลี สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีได้สั่งให้มีการสวดมนต์ให้กับการจาม (เพื่อขับไล่โรคระบาด) นับเป็นช่วงเวลาที่เกิดธรรมเนียมการกล่าว(อวยพรให้)กับคนที่จาม ว่า "God bless you"

From: The Big Book Of Tell Me Why

มีอีกหลายเรื่องเล่า ถ้าสนใจตามไปอ่านต่อได้ที่ https://www.quora.com



Vocabularies - คำศัพท์

sneeze - verb - สนีซ - จาม
allergy - noun - แอล' เลอจี-ภูมิแพ้/อาการแพ้
reflex - noun/adj - รี'เฟลคซฺ - การสะท้อนกลับ
nerve-endings - noun - เนิร์ฟว เอนดิง - ปลายประสาท
mucous membranes  - noun - มิว'เคิส เมม'เบรน - เยื่อบุผิวในช่องจมูก
irritated - verb - อิริเทท - รบกวน ระคายเคือง ทำให้ระคายเคือง
primitive - adj - พริม'มิทิฟว - แรกเริ่ม,เบื้องต้น,สมัยแรก,ดั้งเดิม,บรรพกาล
omen - noun - โอ'เมิน - รางบอกเหตุ
approach - verb- อะโพรช - ขยับเข้าใกล้
expel - verb - อิคซฺเพล- ขับไล่
plague - noun -เพลก - โรคระบาด
pope - noun - โพพ - สันตะปาปา
prayer - noun  - แพร อะ-  การสวดมนต์
custom - noun - คัสเทิม - ธรรมเนียม ประเพณี
Share:
Read More

Saturday, June 16, 2018

Poor people have it. Rich people need it. If you eat it, you die. What is it?

nothing
Poor people have it. Rich people need it
source: wealth.my

สวัสดีครับ วันนี้ขอประเดิมเริ่มต้นด้วย riddle หรือปริศนาอะไรเอ่ย เป็นภาษาอังกฤษ คำถามคือ

Poor people have it.  Rich people need it. If you eat it, you die. What is it?

คำถามนี้ถ้าคุณเห็นคำตอบก็จะ  มีอาการ bingo moment หรือถึงบ้างอ้อ แน่นอน ก่อนถึงคำตอบเรามาดูคำถามก่อน

คนจนมี คนรวยต้องการ แต่ถ้าคุณกินมันเข้าไปคุณตาย มันคืออะไร

and the answer is  :::.. nothing ..:::

I told you เห็นไหมละครับบอกแล้ว  มันเป็นการเล่นคำกับคำว่า nothing (noun - นัธธิง) ที่แปลว่า ไม่มีอะไรนั้นเอง ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเป็น negative หรือปฏิเสธนั้นเอง

ถ้ายังไม่ถึงบ้างอ้อ if you are still not following ลองดูคำแปลโดยแทน it ด้วยคำว่า nothing จะได้ประมาณนี้

Poor people have nothing,
คนจนไม่มีอะไร(เลย)

Rich people need nothing.
คนรวยไม่ต้องการอะไรอีก (it might appear that the more people have the more they want, who doesn't anyway)

If you eat nothing, you die.
ถ้าคุณไม่กินอะไร คุณก็ตาย

จากประโยคข้างบนเป็นการสร้างประโยคปฏิเสธโดยไม่ต้องใช้คำว่า no หรือ not มาดูตัวอย่างอื่นๆที่มี่คำว่า nothing ครับ

You said it best, when you said nothing at all. (จากเพลงของ Ronan Keating - When You Say Nothing at All)
คุณบอกมันออกมาได้ดีทีสุด เมื่อคุณไม่พูดอะไรเลย

We have known each other for a very long time. If you think I am that kind of person, I have nothing more to say.

เรารู้จักกันมานานมาก ถ้าคุณคิดว่าผมเป็นคนอย่างนั้น ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก

We are nothing, but a little tiny thing in the universe

We did everything for nothing.
เราทำทุกอย่างโดยศูนย์เปล่า

He did it for nothing, he just wanted to help.
เขาทำโดยไมหวังสิ่งตอบแทน เขาแค่อยากจะช่วย


Share:
Read More

Sunday, July 9, 2017

สำนวนภาษาอังกฤษ: Weather The Storm


แซงคิว-jump the queue
Weather The Storm
source: pinimg.com


Hey folks, it has been awhile since the last time I posted my English Tips. How've you guys been doing? I have been away due to some change in my busy life. Here I am back again, hope I am still being missed.


เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ ห่างหายจากมิตรรักแฟน blog กันไปนาน เนื่องจากติดภารกิจส่วนตัว วันนี้ขอกลับมารับใช้อีกครั้ง หวังว่ายังคงคิดถึงถึงกันอยู่นะครับ

storm season
storm season
Source: media.gm.com
วันนี้จะขอนำเสนอ สำนวนภาษาอังกฤษ คำว่า weather the storm (เวธเธอะ เดอะ สตอร์ม) 

คำว่า weather ถ้าเป็นคำนาม มีความหมายว่า สภาพภูมิอากาศ ซึ่งใช้ในการพูดคุยถึงเรื่อง อากาศเป็นอย่างไร  เช่น ร้อน เย็น ฝนตก แดดออก ลมแรง หรือแม้กระทั้ง หิมะตก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตามฤดูการหรือนอกฤดูการก็ได้ ผมเคยเขียนเรื่องฤดูไว้ สามารถกลับไปอ่านได้ ที่ ฤดู ภาษาอังกฤษ - seasons

ถ้าเราดูข่าวจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เรียกว่า weather  forecast (noun - เวธเธอะ ฟอร์คาสท์/ฟอร์แคสท์)  คือ ข่าวพยากรอากาศ นั่นเอง เดี๋ยวครั้งหน้าจะเอาเรื่อง weather มาเล่าให้ฟังแบบล้วงลึก

อีกความหมายหนึ่งของคำว่า weather ที่เป็นคำกริยา แปลว่า เปลี่ยนสภาพ หรือ ผุกร่อน อันเนื่องมากจากลมฟ้าอากาศ คือการที่สภาพของ กรวด หิน ดิน ที่ผ่านการ โดน แดด โดนฝน โดนลมมา จนทำให้ มันเปลื่อนสี หรือรูปร่าง อันนี้รวมทั้งใบหน้าหรือผิวคนด้วย  คำนี้มีบางที่ก็ใช้คำว่า weather away 
คำคุณศัพท์ ของคำนี้คือ weathered (adj- เวธเธอดฺ)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ คำว่า weather-beaten (adj- เวธเธอะ บีททึน) หรือ weatherworn (adj- เวธเธอะ วอร์น)

ตัวอย่างเช่น
His skin was weathered almost black by his long outdoor life.
ผิวของเขาเปลี่ยนไปจนเกือบดำเพราะอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน

The wood on the porch has weathered over the years.
เนื่อไม้ที่ตรงเฉลียงหน้าประตูเข้าบ้านสึกกร่อนเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี

The bricks had been weathered and the stone and brickwork needed repairing.
อิฐผุกร่อน(ไปตามกาลเวลา)และหินและงานก่อสร้างที่ทำจากอิฐต้องมีการซ่อมแซม

As you could see,  this pagoda has been left unattended for more than 100 years. Those weathered rock and rock are all noticeable.
อย่างที่คุณเห็น เจดีย์นี้ถูกทิ้งให้ร้างไว้มากกว่า 100 ปี พวกหินที่สึกกร่อนเหล่ามองเห็นได้อย่างชัดเจน

In the ancient time, this weather-beaten area was well designed and built.
ในสมัยโบราณ สถานที่ที่สึกกร่อนเหล่านี้ ถูกออกแบบและสร้างมาอย่างดี

อีกความหมายหนึ่งของ weather ที่เป็นกริยา คือ การผ่านจุดหรือสถานะการณ์ที่ยากลำบากไปได้ ซึ่งมีความหมายเดียวกับสำนวนที่นำมานำเสนอวันนี้ คือ weather the storm อีกสำนวนหนึ่ที่มีความหมายเหมือนกันก็คือ weather the crisis (เวธเธอะ เดอะ ไครซิส) 

storm (noun - สตอร์มนอกจากจะแปลว่าพายุแล้วยังหมายถึง อุปสรรค  (obstacle - noun - ออบสทะเคิล)ค วามยากลำบาก ส่วน cirsis (noun - ไครซิส) คือช่วงวิกฤต หรือก็คือช่วงลำบาก

Do you know that before Jack Ma got to this point of his life how hard he has weathered the storm?
คุณรู้ไหมว่าก่อนที่แจค หม่าจะมาถึงจุดนี้ได้เขาได้ผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากมาแค่ใหน

We had the right to fight for our chance, we did fight and has weathered the crisis.
เรามีสิทธื์ที่จะต่อสู้เพื่อโอกาสของเรา และเราก็ได้ต่อสู้และผ่านช่วงวิกฤตมาได้

I am quite sure you will manage to weather the storm. After every storm, there always is a rainbow.
ผมค่อนค่างแน่ใจว่าคุณจะสามารถผ่านมันไปได้ หลังจากพายุย่อมจะมีสายรุ้งเสมอ

Northern Ireland weathered the recession better than any other region in the UK.
ไอร์แลนด์เหนือผ่านพ้นวิกฤตภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้ดีกว่า ภูมิภาคอื่นในสหราชอาณาจักร


And once the storm is over, you won't remember how you made it through.
how you managed to survive, you won't even be sure, in fact, whether the storm is really over.
But one thing is certain. When you come out of the storm, you won't be the same person who walked in.
และเมื่อพายุ (ความลำบาก) สงบลง คุณจะลืมไปเลยว่าผ่านมันมาได้อย่างไร  ทำอย่างไรถึงรอดมาได้ แท้จริงแล้วคุณยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพายุ (ร้าย) ได้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ แต่สิ่งที่คุณแน่ใจได้ก็คือ เมื่อคุณผ่านพ้นมันไปได้ คุณจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับคนที่ครั้งหนึ่งได้เผชิญกับมันมา


Read more at:
Share:
Read More

Sunday, January 29, 2017

ถ่วงเวลา/ซื้อเวลา/เตะถ่วง ภาษาอังกฤษ


ถ่วงเวลา/ซื้อเวลา/เตะถ่วง ภาษาอังกฤษ
ถ่วงเวลา/ซื้อเวลา/เตะถ่วง ภาษาอังกฤษ

ถ่วงเวลา ในภาษาอังกฤษ 

คำว่าถ่วงเวลาคือการทำให้ล่าช้าลง ถ่วงเวลา เป็นภาษาอังกฤษว่า ใช้คำว่า hold some/something up =  to delay someone or something

hold someone/something up

A: I have not finished my housework yet, could you please hold mum up for awhile.
B: Be quick ok, I will not be able to hold her up very long.

A: ข้ายังทำงานบ้านไม่เสร็จ ไปถ่วงเวลาแม่ให้ซักครู่หน่อย.
B: เร็วๆนะ ข้าถ่วงเวลาแม่ไม่ได้นานนะ


B: I need to go to the toilet.
A: Don't try to hold thing up, I don't have all day
B: Ok, ok, I will be very quick.

B: ผมต้องไปห้องน้ำ
A: อย่าพยายามถ่วงเวลา ข้าไม่มีเวลาทั้งวันนะ
B: โอเคๆ ผมจะไปให้ไว



This morning, the traffic was very bad. We were held by the traffic and we were late for 2 hours.
เช้าวันนี้จราจรแย่มาก เราถูกถ่วงเวลา(ล่าช้า) เพราะจราจรและเราก็สายไปสองชั่วโมง

They are trying to hold the project up.
พวกเขาพยายามที่จะถ่วงเวลาของโครงการ


ซื้อเวลา ในภาษาอังกฤษ 

ซื้อเวลา มีความหมายคล้ายๆกับ  ถ่วงเวลา คือ พยายามทำให้เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเกิดช้ากว่าเดิมเพื่อประโยชน์ของตน ในภาษาอังกฤษก็ตรงๆเลยคือ  buy time หรือ buy someone time ซื้อเวลาให้กับใคร

buy time/buy someone time


Don't try to buy time, I don't think you are really sick.
อย่าพยายามซื้อเวลา ผมไม่คิดว่าคุณจะป่วยจริงๆหรอกนะ

We have to buy ourself time. Maybe taking them somewhere while I am looking at it will help.
เราต้องซื้อเพิ่มแล้วละ บางที่พาพวกเขาไปที่ใหนก็ได้ตอนที่ผมสำรวจอาจจะช่วยได้

We were quickly running out of money but managed to buy time by getting a small loan.
เงินเราหมดไปอย่างเร็วแต่เราก็สามารถซื้อเวลาได้ด้วยเงินกู้ก้อนเล็กๆ



A: There must have been something wrong, they're buying more time by asking the judge for a continuance.
B: I begin to see that too.

A: ต้องมีอะไรผิดปกติแน่เลย พวกมันกำลังซื้อเวลาเพิ่มโดยขอให้ผู้พิพากษาเลื่อนการพิจารณาคดีออกไป
B: ผมเริ่มจะเห็นอย่างนั้นเหมือนกัน


A: Can we talk about this some other time?
B: Don't try to buy time any longer.

A: เราคุยเรื่องนี้ทีหลังได้ไหม
B: อย่าพยายามซื้อเวลาอีกเลย



เตะถ่วง ในภาษาอังกฤษ 

อีกคำหนึ่งที่มี ความหมายอย่างเดียวกับ hold something/someone up คือ ถ่วงเวลา หรือ ซื้อเวลา buy time ก็คือคำว่า เตะถ่วง ซึ่งใช้คำว่า drag someone's heels/feet แปลตรงๆก็คือลากส้นเท้าหรือเท้า หรืออีกคำหนึ่งคือ kick the can down the road เตะกระป๋องไปตามถนน

drag someone's heels/feet

The authorities are dragging their feet over enforcing the new law.
เจ้าหน้าที่กำลังเตะถ่วงการบังคับใช้กฏหมายใหม่

What the government is doing now is kicking the can down the road on the new project.
สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำตอนนี้คือเตะถ่วงเกี่ยวกับโครงการใหม่

Believe me they are running out of time and can't just drag their heels for long.
เชื่อฉันเถอะเวลาของพวกเขากำลังจะหมดเแล้วและเตะถ่วงอีกได้อีกไม่นานหรอก

I am very disappointed that all they can do is just kicking the can down the road.
ผมรู้สึกผิดหวังมากที่พวกเขาทำได้ก็แค่เตะถ่วง





Share:
Read More

Thursday, December 8, 2016

สามารถภาษาอังกฤษ Can VS Be Able To

can-be able to
CR:learnthaiwithmod.com

ไม่ได้นำความรู้ภาษาอังกฤษมาเขียนให้มิตรรักแฟนเพจอ่านมาหลายเพลา ลืมกันยังครับ วันนี้เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ ขอนำเสนอ ภาษาอังกฤษคำว่า สามารถ และ ความสามารถ

คำว่าสามารถคือ การที่เรา เชี่ยวชาญ, สันทัด หรือ ทำอะไรได้สำเร็จ หรือพูดง่ายๆคือทำได้นั้นเอง เมื่อพูดถึงเรื่อง ความสามารถ คนเรานั้นก็มีด้วยกันมากมายหลายอย่าง ทั้งด้านดนตรี กีฬา ภาษา การทำอารหาร การขีดเขียน การขับรถ หรือแม้กระทั้งสามารถอดทนต่อความทุกยากลำบากได้ และอืนๆอีกมากมามาย (you name it)

ทั้งนี้ความสามารถเหล่านี้มีทั้งที่ มีมาตั้งแต่เกิดซึ่งก็คือ พรสววรค์ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า gift (noun - กิฟทฺ) หรือเกิดจากการฝึกฝนฝึกหัด  ทีเรียกว่า training (noun - เทรนนิง) หรือ practice  (noun - แพรค'ทิส) แล้วก็เกิดเป็นทักษะที่เรียกว่า skill (noun - สกิล) หรือเกิดจากประสบการณ์ หรือ experience  (noun - อิคซฺเพีย'เรียนซฺ)

can/could

คำว่า สามารถ ในภาษาอังกฤษ ที่ใช้คำว่า can (แคน - modal verb)/could (คูด - modal verb) เป็นคำที่เราน่าจะรู้จักกันดี และน่าจะเห็นกันบ่อยๆ มาลองดูกันอีกทีครับว่าใช้กันในรูปใหนบ้าง

I can talk with her for hours and hours without being bored.
ผมสามารถคุยกับเธอได้ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าโดยไม่รู้สึกเบื่อ

She can swim faster than I can.
เธอสามารถว่ายน้ำได้เร็วกว่าผม

Could you give me a hand? (เชิงขอร้อง)
ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ

Can't she speak English?
เธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่ไหม

3 years ago, she couldn't speak Japanese but now she can speak fluently.
สามปีก่อนเธอพูดภาษาญี่ปุ้นไม่ได้แต่ตอนนี้เธอพูดได้อย่างคล่องแคล่ว

John can speak more than 10 languages.
จอร์นพูดได้มากกว่า 10 ภาษา

Can you drive?
คุณขับรถได้ไหม

be able to do something

ยังมีอีกคำหนึ่งในภาษาอังกฤษที่มีความหมายเหมือนกัน ที่แปลว่า สามารถ คือคำว่า be able to (adj - บี เอเบิล ทู) ซึ่งใช้แทนคำว่า can จาก ประโยคด้านบนได้เลย

I am able to talk with her for hours and hours without being bored.
ผมสามารถคุยกับเธอได้ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าโดยไม่รู้สึกเบื่อ

She is able to swim faster than I can.
เธอสามารถว่ายน้ำได้เร็วกว่าผม

Are you able to give me a hand?
ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ

Isn't she able to speak English?
เธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่ไหม

3 years ago, she wasn't able to speak Japanese but now she is able to speak fluently.
สามปีก่อนเธอพูดภาษาญี่ปุ้นไม่ได้แต่ตอนนี้เธอพูดได้อย่างคล่องแคล่ว

Why it is so important to be able to speak English?
ทำไมการพูดภาษาอังกฤษได้ถึงสำคัญมาก

แต่ในกรณีที่พูดถึงเรื่องในอนาคต ไม่สามารถใช้ can ได้ แต่เราะจะใช้คำว่า be able to  แทน

I am quite sure (that) I will be able to speak English better after the training.
ผมค่อนข้างแน่ใจว่าผมจะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเดิมหลังจากเข้าอบรม

Will you be able to help me with my assignment tomorrow?
คุณจะ(สามารถ)ช่วยงานผมได้ไหมพรุ้งนี้

She will not be able to buy the ticket until next month.
เธอจะไม่สามารถซื้อตั๋วได้จนกว่าจะถึงเดือนหน้า

be unable to do something

นอกจากใช้ not ในการพูดถึงเรื่องที่ไม่สามารถทำได้แล้ว เรายังใช้คำว่า be unable to (adj - บี อันเอเบิล ทู)ใช้ได้ด้วย ซึ่งคำว่า unable ก็มาจากคำว่า un + able

I am unable to leave without saying goodbye.
ผมไม่สามารถจากไปโดยไม่กล่าวคำลาได้

We are unable to sleep because our neighbour turn the music on so loud.
พวกเรานอนไม่หลับ (ไม่สามารถหลับได้) เพราะเพื่อบ้านเปิดเพลงเสียดังมาก

She was unable to find the car key because she left it somewhere else.
เธอไม่สามารถหากุญแจรถได้เพราะเธอลืมทิ้งไว้ที่อื่น

If the police are unable to handle this, the military will be called out to take care of this.
ถ้าตำรวจไม่สามารถรับมือเรื่องนี้ได้ ทหารจะถูกเรียกออกมาดูแลเรื่องนี้

enable

คำว่า able ที่เป็น adjective สามารถนำมาทำเป็นคำกริยาได้ คือคำว่า enable (verb - เอนเน'เบิล) ทำให้สามารถ ส่วนมากจะอยู่ในรูป

enable somebody/something to do something

Mobile phones enable us to keep in touch with other people easily.
โทรศัพท์มือถือทำให้เราสามารถติดต่อกับคนอื่นได้โดยง่าย

Technology enables us to build a low-cost solar cells.
เทคโนโลยี่ทำให้เราสามารถสร้างเซลล์สุริยะในราคาถูก

This pill will enable you to be invisible.
ยาเม็ดนี้จะทำให้คุณหายตัวได้

The new skytrain enables me to get to the city in 20 minutes.
รถไฟลอยฟ้าสายใหม่ทำให้ผมสามารถเข้าไปในเมืองภายในเวลา 20 นาที

Web technology enables us to learn online.
เทคโนโลยี่ทางเวบทำให้เราสามารถเรียนออนไลน์

Teleconference enables people to join the same meeting from different corner of the world.
Teleconference (การประชุมทางไกล)  ทำให้เราสามารถเข้าร่วมประชุมพร้อมกันจากทั้วทุกมุมโลก

Selling his big house enabled my friend to pay for his debt and buy a small house.
การขายบ้านหลังใหญ่ของเพื่อนของผมทำให้เขาจ่ายหนึ้ของเขาได้ รวมทั้งทำให้เขาซื้อบ้านหลังเล็กๆได้อีกหนึ่งหลัง

ผมเคยดู Star Trek Next Generation เห็นคนคุยและสั่งงานกับ computer ที่อยู่ในยาน USS Enterprise ได้ รู้สึก ชอบมาก ไม่นึกว่ามาตอนนี้เราสามารถทำได้แล้ว กับมือถือของเราเอง

New technology enables the novel's imagination to become the real invention.
เทคโนโลยี่ใหม่ๆทำให้จินตนาการในนิยายกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นจริงได้

ability

คำว่า able นี้ยังแปลงร่างเป็นคำนามได้ด้วย โดยเปลี่ยนรูปเป็น ability (noun -  อะบิละที) ซึ่งแปลว่า ความสามารถ

She has an ability to lead the team.
เธอมีความสามารถที่จะนำทีมได้

We need someone who has ability to manage this project.
เราต้องการคนที่มีความสามารถจัดการโครงการนี้ได้

I am afraid this is beyond my ability.
ผมเกรงว่าเรื่องนี่เกินความสามรถของผม

The candidates who can show that they have higher abilities will be selected.
ผู้สมัครที่สามารถแสดงว่ามีความสามารถกว่าจะเป็นผู้ถูกเลือก

I am sorry, but he lack the leadership ability. We could not promote him.
ผมขอโทษครับแต่เขาไม่มีความสามารถของผู้นำ เราไม่สามารถเลื่อขั้นเขาได้

If 2 candidates have the same level of ability (ability level), we will need to do some more interview.
ถ้าผู้สมัครสองคนมีความสามารถระดับเดียวกัน เราจะต้องมีการสัมภาษณ์อีก

With his great ability and good opportunity, I am sure he will get very far.
ด้วยความสามารถที่ดีเยียมประกอบกับโอกาสที่ดี ผมแน่ใจว่าเขาต้องไปได้ไกลแน่นอน

-able

นอกจากคำว่า able  จะนำไปใช้เพื่อบอกความสามารถที่จะทำอะไรแล้ว ในรูปของ be able to เรายังสามารถนำคำว่า able ไปเชื่อมกับคำอื่น (suffix) เพื่อจะเป็นการบอกว่า สามารถทำอย่างนั้นได้ คำเหล่านี้เมื่อนำ able ไปเชื่อมก็จะกลายเป็น คำคุณศัพท์ หรือ adjective เช่นเดียวกับ able เช่น

  • washable/unwashable/nonwashable  ซักหรือล้างได้/ซักหรือล้างไม่ได้
  • breakable/unbreakable แตกได้/แตกไม่ได้
  • touchable/untouchable แตะต้องได้/แตะต้องไม่ได้
  • eatable/uneatable กินได้/กินไม่ได้
  • edible/inedible กินได้(ไม่มีพิษ)/กินไม่ได้ (มีพิษ)
  • comfortable/uncomfortable สะดวกสบาย/ไม่สะดวกสบาย
  • measurable/unmeasurable วัดได้/วัดไม่ได้
  • available/unavailable หาได้ พร้อมใช้งาน/หาไม่ได้ ไม่พร้อมใช้งาน
  • drinkable/undrinkable ดื่มได้/ดื่มไม่ได้
  • killable/unkillable ฆ่าให้ตายได้/ฆ่าให้ตายไม่ได้
  • believable/unbelievable น่าเชื่อ/ไม่น่าเชื่อ
  • evitable/inevitable หลีกเลี่ยงได้/หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • foreseeable/unforeseeable สามารถแลเห็นล่วงหน้าได้/ไม่สามารถแลเห็นล่วงหน้าได้ 
  • preventable/unpreventable สามารถป้องกันได้/ไม่สามารถป้องกันได้
  • durable/undurable ทนทาน/ไม่ทนทาน
  • flammable/inflammable ไวไฟ ติดไฟได้/ไม่ไวไฟ ไมติดไฟ
  • remarkable/unremarkable เป็นที่น่าสังเกต/ไม่เป็นที่น่าสังเกต
  • possible/impossible เป็นได้/เป็นไปไม่ได้
  • probable/non-probable น่าจะเป็นไปได้/ไม่น่าจะเป็นไปได้
  • etc


This kind of clothes is not washable.
เสื้อผ้าประเภทนี้ซักไม่ได้

This food is uneatable.
อาหารนี้กินไม่ได้ (not a pineapple ไม่เป็นสับปะรด ^_^ อิอิ จริงๆแล้วไม่เป็นสับปะรด ภาษาอังกฤษน่าจะพูดว่า no taste หรือไม่ก็ not good)

Food that is edible may sometimes be uneatable.
อาหารที่กินได้บางที่รสชาติอาจจะกินไม่ได้

The water in this well is undrinkable because the elephant with black tusks has put the poisonous plant in it.
น้ำในบ่อนี้กินบ่มิได้เด้อ เพราะไอ้งาดำเอาไม้มีพิษทิ้งลงไปแล้ว

I was told that this elephant is untouchable. It is unkillable.
มีคนบอกผมว่าช่างตัวแตะต้องไม่ได้ ฆ่ามันไม่ได้

This vase was well-made and it is unbreakable easily.
แจกันใบนี้ถูกทำมาอย่างดีไม่แต่ง่ายๆหรอก

I am not available on Saturday, I have an English class.
I am unavailable on Saturday, I have an English class.
ผมไม่ว่างวันเสาร์ผมมีเรียนภาษาอังกฤษ

Will you be available on Monday. (=Will you be free on Monday/Are you free on Monday)
วันจันทร์คุณว่างไหม

This is unbelievable, how could I fail English.
ไม่น่าเชื่ออ่ะ ผมตกภาษาอังกฤษได้ใง

This is inevitable, as you sow so shall you reap.
หลีกเหลียงไม่ได้ดอก ทำสิ่งได้ไว้ก็ต้องได้รับผลของส่ิงนั้น

The depths of the ocean is unmeasurable by normal measurement but it is measurable by sonar.
ความลึกของมหาสมุทร์ไม่สามารถวัดโดยวิธีทั่วๆไปแต่วัดได้โดยการใช้ระบบโซนา (ระบบหาวัตถุใต้น้ำด้วยคลื่นเสียง)

An accident is unforeseeable but might be preventable with mindfulness and carefulness.
อุบัติเหตูเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแลเห็นล่วงหน้าได้ แต่อาจจะสามารถป้องกันได้โดยเราต้องมีสติและมีความระมัดระวัง

Is this material durable.
วัสดุนี้ทนทานไหม

-ability

เช่นเดียวกับคำว่า able  เราสามารถนำคำว่า ability ไปใช้เพื่อบอกถึงความสามารถซึ่งก็นำไปเชื่อมกับคำอื่น (suffix) เพื่อจะเป็นการบอกว่าถึง ความสามารถนั้นๆตามคำศัพท์ที่นำไปต่อ ซึ่งเมื่อนำไปเชื่อมแล้วคำนั้นก็จะกลายเป็น นาม เช่นเดียวกับ ablility ซึ่งมีความหมายในเชิง ความ การ เป็นต้น เช่น

  • manageability ความสามารถในการจัดการ
  • availability ความพร้อมใช้งาน
  • washability ที่สามารถซักหรือล้างได้
  • durability ความสามารถทนทานได้
  • flammability การที่ติดไปง่าย
  • remarkability ความเป็นที่น่าสังเกต
  • durability/undurability ความสามารถทนทานได้/ไม่ความสามารถทนทานได้
  • inevitability /การทีหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • possibility ความเป็นไปได้
  • probability ความน่าจะเป็น
  • etc

It is an inevitability to meet her in the party that caused the pain again.
การที่หลีกเลียงพบเธอในงานไม่ได้ทำให้ผมเจ็บปวดอีกครั้ง

Flammability is the property of gasoline.
ความไวไฟเป็นคุณสมบัติของน้ำมัน

Probability is one part Maths.
ความน่าจะเป็นเป็นส่วนหนึ่งของวิชาคณิตศาตร์

“Without leaps of imagination or dreaming, we lose the excitement of possibilities. Dreaming, after all is a form of planning.” 
― Gloria Steinem

ถ้าปราศจากกระพี้หนึ่งของจินตนาการหรือความฝัน เราก็จะสูญเสียความน่าตื่นเต้น(ที่จะลุ้น)ของความเป็นไปได้ ความฝันจริงๆแล้วมันคือรูปแบบๆหนึ่งของการวางแผนนั่นเอง



Read more at:
Share:
Read More

Thursday, October 13, 2016

ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ



ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ


May I be your humble servant in each and every of my rebirth.

Source: 
http://droidsans.com/node/208349

Share:
Read More

Sunday, October 9, 2016

What time is it? ไม่ได้เป็นการถามถึงเวลาที่เป็นชั่วโมงได้อย่างเดียว

what time is it?
what time is it?
source:slidesharecdn.com


What time is it? (วอท ทายอัม อีส อิท) เป็นประโยคที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ปกติเราใช้ในการถามเวลาว่ากี่โมงแล้ว ซึ่งถาม ว่าเวลา ณ ขณะที่ถาม เป็นเวลากี่โมง ซึ่งบางที่อาจจะ ใช้ประโยคว่า what is the time? (วอท อีส เธอะ ทายอัม)  แทนได้ด้วย โดยมีความหมายเหมือนกัน หรืออาจจะถามว่า

do you have the time? (US)(ดู ยู แฮฝ เธอะ ทายอัม) หรือ
have you got the time? (UK) (แฮฝ ยู กอท เธอะ ทายอัม) ก็ได้

ทั้งหมดนี้จะมีความหมายเท่ากับ
could/can you tell me what time it is? (คูด/แคน ยู เทล มี วอท ทายอัม  อิท อีส)

คำตอบของคำถามข้างต้นก็จะเป็น It is .... ตามด้วยเวลา หรือบอกเวลาไปเลยก็ได้ โดยไม่ต้องมีคำว่า it is เช่น It is 9 o'clock หรือ  9 o'clock เฉยๆก็ได้ที่จะแปลว่า เก้าโมงแล้ว เป็นต้น

do you have the time? คำนี้ถ้าไม่มี the เป็น do you have time? (ดู ยู แฮฝ ทายอัม) อันนี้ไม่ได้ถามเรื่องเวลาแล้วนะครับ แต่เป็นการถามว่าคุณมีเวลาไหม ซึ่งประโยคนี้อาจจะพูดได้อีกแบบว่า
do you have a minute (to spare)?  (US)
have you got a minute (to spare) ? (UK)
มีเวลาซักนาทีไหมครับ/คะ
อันนี้อาจจะเพิ่มเป็น or two เข้าไปก็ได้ เป็น

หรือจะเปลี่ยน a minute เป็น moment

do you have a moment (to spare)? (US)
have you got a moment (to spare)? (UK)
มีเวลาซักครูไหมครับ/คะ

หรือจะเปลี่ยนa minute เป็น a few minutes  ก็ได้กลายเป็น
do you have a few minute (to spare)?
have you got a few minutes (to spare)?

to spare (verb - สแปร์/สเปเออร์) คือ to give นั่นเองครับ

ยกตัวอย่าง

Do you have time? I would like to talk with you about our next meeting.
คุณมีเวลาไหมครับ ผมอยากจะคุยเรื่องการประชุมครั้งหน้าครับ

Do you have a moment, Jennifer? There is a man waiting to see you in the lobby.
คุณเจนนีเฟอร์ คุณมีเวลาซักครูไหม มีผู้ชายคนหนึ่งรอพบคุณที่ห้องรับรอง

I don't have a second to spare. Whatever I know, I already told you.
ผมไม่มีเวลา สิ่งที่ผมรู้ผมบอกไปหมดแล้ว

ผมได้เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่อง time ไว้   3-4 ตอน ติดตามอ่านได้ครับ
ตอนที่ 1 - Time (1) : Time Consuming
ตอนที่ 2 - Time (2) : It's About Time
ตอนที่ 3 - Time (3) : Keep Up With Time
ตอนที่ 4 - Time (4) : From Time To Time


กลับมาที่เรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ว่า what time is it? ไม่ได้ถามว่ากี่โมงแล้วอย่างเดียว นั้นหมายถึงอะไร ไปดูกันครับว่าความหมายอีกความหมายหนึ่งคืออะไร ลองดูประโยค ด้านล่างนี้ครับ แล้วลองดูว่าคำถามถามถึงเรื่องอะไร

What time is it when an elephant gets on your bed?

ถ้าท่านคิดว่าคำถามถามว่าเป็นเวลากี่โมงที่ช่างตัวหนึ่งไปนั่งอยู่บนเตียงนอนของคุณละก็ ผิดถนัดเลยครับ

เพราะอาจจะมีคำถามว่า how would I know? (ฮาว วูด ไอ โนว์ ) ผมจะรู้ได้ใง  หรือ
อาจจะหนักถึง how the hell would I know? จะรู้ได้ใงฟะ

ถ้าท่านคุ้นหน้าค่าตากับ คำว่า time มาพอสมควรจะรู้ว่า timeในที่นี้ไม่ได้หมายถึง เวลาที่หมายถึง ชั่วโมง ลองไปดู โครงสร้างนี้ก่อนครับ

It's time to do something.
It's time for something.

ซึ่งแปลว่า เป็นเวลาหรือได้เวลาที่จะต้องทำอะไรบางอย่าง หรือเวลาของอะไรบางอย่าง ซึ่งก็คือ point when something happens  เช่น

It's time to say goodbye.
ได้เวลาที่ต้องกล่าวคำอำลา

Children, it's almost time to start our class.
เด็กๆ เกือบได้เวลาเริ่มเรียนแล้ว

It's time for the bad guys to face the music.
ได้เวลาที่พวกเหล่าร้ายต้องรับกรรม

It's time for bed.
ได้เวลานอนแล้ว

It's time for the revenge.
ได้เวลาเอาคืนแล้ว

It's almost the right time for the wedding to begins.
เกือบได้เวลาเริ่มพิธีแต่งงานแล้ว

กลับไปที่คำถามที่ว่า What time is it when an elephant gets on your bed? อันนี้เป็น riddle หรือคำถามปัญหาเชาว์ ที่เด็กๆฝรั่งใช้เล่นกัน ซึ่งเล่นกับคำว่า time หรือเวลา แทนทีคำถามจะถามว่าช้างขึ้นไปบนเตียงของคุณตอนกี่โมง ซึ่ง ก็ให้เข้าใจว่า มันคือเวลาที่จะต้องทำอะไรเมื่อช้างขึ้นไปบนเตียงของคุณ  the answer is "it's time to get a new bed"
หรือจะ บอกอีกอย่างก็ได้ ว่า
"It's time for a new bed".

ครับ ได้เวลาซื้อเตียงใหม่นั่นเองคราบบบบ
Share:
Read More

Thursday, August 18, 2016

ซักผ้า ตากผ้า อบผ้า รีดผ้า ภาษาอังกฤษ Doing The Laundry

ซักผ้า ตากผ้า อบผ้า รีดผ้า ภาษาอังกฤษ
ซักผ้า ตากผ้า อบผ้า รีดผ้า laundry
source: dontforgettofeedthebaby.com


เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ วันนี้อยากพูดถึงเรื่องของ การ ซักผ้า ตากผ้า อบผ้า รีดผ้า ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำกันเป็นกิจวัตร หรือที่เรียกว่า routine ซึ่งเป็นงานบ้าน หรือ household chores (noun - เฮาซฺ'โฮลดฺ คอร์ซ) ประเภทหนึ่ง มาดูกันครับว่าคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการซักผ้า ตากผ้า อบผ้า รีดผ้า มีอะไรบ้าง

คำว่าเสื้อผ้า ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า clothes (noun - โคลซ) คือสิ่งที่เราสวมใส่ แต่ ถ้าเป็น cloth (noun - คลอธ) จะหมายถึง ผ้า  เช่น
  • cotton cloth/cotton (noun - คอท'เทิน คลอธคอท'เทิน) ผ้าฝ่าย หรือบางทีก็เรียก cotton คำเดียวโดดๆ
  • silk cloth (noun - ซิลค คลอธ)  ผ้าไหม
  • woollen cloth (noun - วูล'เลิน คลอธ) ผ้าที่ทำด้วยขนสัตว์
  • linen cloth/linen (noun - ลิน'เนิน คลอธ/ ลิน'เนิน) ผ้าลินิน หรือบางทีก็เรียก linen คำเดียวโดดๆ

wash - ซักผ้า

เริ่มจากการซักผ้าก่อน เราจะใช้คำว่า wash (verb -วอช ) ที่แปลว่าซัก คำๆนี้นอกจากจะแปลว่าซักแล้วยังแปลว่าล้างได้เช่นกัน  เช่น wash the dishes 
นอกจากนั้นคำว่า wash อาจจะหมายถึงสระได้ด้วย ในกรณีที่ใช้กับผม เช่น wash your hair

แต่ถ้าท่านไปเจอคำว่า washing-up (noun - วอชชิงอัพ) คำๆนี้ไม่ได้แปลว่าซักผ้าแต่อย่างใด แต่จะหมายถึงการ ล้างถ้วย ล้างจาน รวมทั้งช้อนซ้อม หรือหม้อใหก็น่าจะได้ รวมๆก็น่าจะหมายถึงล้างถ้วยโถโอชามน่าจะไม่ผิด

เรากลับมาดู  wash ในความหมายที่แปลว่าซัก คือการซักผ้า ซึ่งเรียกแบบเต็มยศว่า cloth washing (noun-โคลซ วิชชิง) แต่ถ้าท่านนิยมใช้แรงชอบซักมือก็ไม่ว่ากัน การซักด้วยมือก็จะใช้คำว่า hand wash (verb - แฮน วอช) ถ้าเป็นคำนามก็ใช้คำว่า hand-washing (noun - แฮน วอชชิง) ถ้าเป็น คำคุณศัพท์ก็จะใช้คำว่า hand-washed (noun - แฮน วอชดฺ)

เมื่อทำการซักด้วยมือ สิ่งที่ช่วยทุ่นแรงท่านได้ก็เห็นจะเป็น washboard (noun - วอช'บอร์ด) หรือที่เรารู้จักกันดีว่าในชื่อ กระดานซักเสื้อผ้า ส่วนแปรงซักผ้า ก็ง่ายๆเลยใช้คำว่า clothes brush (noun -โคลซ บรัซ) เอาคำว่า brush ไปต่อท้ายคำว่า clothes น่าจะช่วยให้จำได้ง่าย (ไหม ??)
อีกคำหนึ่งก็คือ scrubbing brush (noun -สกรับบิง บรัซ) คือแปรงซักผ้าที่มีขนแปรงแข็งๆ



washing machine เครื่องซักผ้า
washing machine - เครื่องซักผ้า
source: dienlanhtamduc.com

ที่นี้ถ้าเป็นการใช้เครื่องทุ่นแรง โดยการซักด้วยเครื่อง ก็จะใช้คำว่า machine wash (verb - มะชีน วอช) หรือ จะพูดว่า wash in the washing machine ก็ได้

คำว่า washing machine (noun - วอชชิง มะชีน) คือเครื่องซักผ้านั้นเอง อีกคำหนึ่งที่ใช้ก็คือ  laundry machine  (noun - ลอนดริ มะชีน) หรือบางที่ก็เรียกสั้นๆว่า washer (noun - วอชเชอร์) แทนก็ได้ แต่ว่า washer อาจจะหมายถึงคนที่ซักผ้าก็ได้ แต่ในความหมายที่ว่า เป็นคนซักผ้าชิ้นนั้นๆ

วกกลับมาที่เครื่องซักผ้าอีกนิดหนึ่ง เครื่องซักผ้าที่เห็นตามท้องตลาด จะมีอยู่สองชนิด (to the best of my knowledge - เท่าที่ผมทราบนะครับ) คือ
  1. front-loading washer/washing machine ซึ่งก็คือเครื่องซักผ้าที่เป็นแบบเปิดฝาจากด้านหน้า หรือที่เราเรียกว่าฝาหน้า
  2. top-loading washer/washing machine คือเครื่องซักผ้าที่เป็นแบบเปิดฝากจากด้านบน บางที่ก็เรียกว่า traditional top-loading washer/washing machine เพราะเป็นรุ่นแบบดั้งเดิม

ทีนี้ในกรณีที่ผ้าที่ซักไม่ได้ ต้องใช้ซักแห้งแทน คำว่าซักแห้ง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า dry wash (verb - ดราย วอช) หรืออาจจะเรียกว่า dry cleaning (verb - ดราย คลีนนิง) ก็ได้ ร้านที่รับซักแห้งจะเรียกว่า dry cleaner's


detergent/softener - ผงซักฟอก/น้ำยาปรับผ้านุ่ม

detergent/softener
detergent/softener
source: prideproducts.com

เมื่อมีการซักผ้าก็ต้องใช้ผงซักฟอก คำว่าผงซักฟอกภาษาอังกฤษก็คือ detergent (noun - ดิเทอร์'เจินทฺ - ผงซักฟอก) หรือเรียกอีกอย่างว่า detergent powder (noun - ดิเทอร์'เจินทฺ พาวเดอร์ - ผงซักฟอก) หรือ washing powder (noun - วอชชิง พาวเดอร์ - ผงซักฟอก)

ถ้าเปลี่ยนเป็นสูตรน้ำแทนผง หรือที่เราเรียกว่า น้ำยาซักผ้า ก็มีให้ใช้หลายคำ คำแรกก็คือ liquid detergent (noun - ลิคควิด ดิเทอร์'เจินทฺ ) หรือจะเรียกว่า washing liquid (noun - วอชชิง ลิคควิด) ก็ได้หรือจะใช้คำว่า laundry liquid (noun - ลอนดริ ลิคควิด) ก็ไม่ผิด
อาจจะมีบางท่านเห็น คำว่า washing liquid แล้วสงสัยว่า แล้วน้ำยาล้างจ้านละใช้คำว่าอะไร จัดไปอย่าให้เสีย น้ำยาล้างจาน ในภาษาอังกฤษ เราจะเรียกว่า dishwashing liquid (noun - ดิชวอชชิง ลิคควิด) หรือ washing-up liquid (noun - วอชชิง อัพ ลิคควิด)

ส่วนน้ำยาปรับผ้านุ่มจะเรียกว่า softener (noun - ซอเฟินเนอร์) หรือเรียกให้ชัดๆแบบเจาะจงไปเลย ก็เรียกว่า fabric softener (แฟ'บริค ซอเฟินเนอร์) ซึ่ง fabric ก็คือผ้านั่นเอง อีกคำหนึ่งที่เห็นใช้กันในความหมายว่าน้ำยาปรับผ้านุ่ม คือ fabric conditioner (แฟ'บริค คันดิช'เชินเนอร์)

แล้วน้ำยาซักผ้าขาวละจะเรียกว่าอะไร คำตอบก็คือ เรียกว่า bleach (noun - บลีชฺ) ครับ คำนี้เป็นกริยาก็ได้ครับแปลว่าซักด้วยน้ำยาซักผ้าขาวนั่นเอง

ตัวอย่าง
I wash my clothes every Saturday.
ฉันซักผ้าทุกวันเสาร์

These clothes need to be hand-washed. They cannot be washed in the washing machine.
ผ้าพวกนี้ต้องซักมือนะ ซักในเครื่องซักผ้าไม่ได้

Who will help me with the washing up?
ใครจะช่วยผมล้างจาน

When it's a time to do the hand-washing, we will need washboard and clothes brush for jeans.
เมื่อถึงเวลาซักผ้าด้วยมือ เราก็ต้องใช้กระดานซักผ้าและแปรงซักผ้าสำหรับกางเกงยีนส์  (แปลกไหมครับ เราใช้กระดานและแปรงซักผ้า แต่เราต้องซักเอง)

Here is a quick tutorial on how to use bleach in your wash.  (Bleach Your Clothing)
นี่คือวิธีคร่าวๆในการใช้น้ำยาซักผ้าขาวเวลาซักผ้า

Separate your clothes before washing your clothes.
แยกผ้าก่อนที่จะซัก

rinse - ล้างผ้า

ขั้นตอนในการซักผ้าอย่างที่รู้กันไม่ว่าจะใช้ เครื่องซักหรือซักด้วยมือ  ก็ต้องมีการล้างผ้า คำว่าล้างผ้า จะไม่ใช้คำว่า wash แต่จะใช้คำว่า rinse (verb - รินซ) คือ(ชะ)ล้างด้วยน้ำเปล่า

Rinse your clothes 3 times after washing with detergent.
ล้างผ้าสามรอบหลังจากซักด้วยผงซักฟอก

If adding fabric softener by hand, be sure to do it during the rinse cycle.
ถ้าต้องใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มเอง ต้องเพิ่มน้ำยาปรับผ้านุ่มในช่วงที่ทำการล้างผ้า

คำว่า rinse นี้ยังแปลว่าบ้วนปากหรือล้างปากก็ได้ด้วยเช่นใช้ในกรณี่ที่เราแปรงฟัน คือหลังจากที่แปรงฟันด้วยยาสีฟัน ก็จะบ้วนปาก ก็คือ rinse your mouth with water บ้วนปากด้วยน้ำ

ตัวอย่าง

Don't rinse your mouth right after using mouthwash
อย่าบ้วนปากด้วยน้ำทันที หลังจากใช้น้ำยาบ้วนปาก

คำว่าน้ำยาบ้วนปากคือ mouthwash (noun - เมาธฺ'วอช)

นอกจากนั้นคำว่า rinseใช้ได้กับการล้างผมเวลาที่เราสระผม หรือที่เรียกว่า shampoo (verb - แชมพู) ได้อีกด้วย คำว่า shampoo (noun - แชมพู) ถ้าเป็นคำนามก็คือยาสระผมนั่นเองที่เราชอบใช้ทับศัพท์กัน

Don't forget to rinse your hair with water after shampooing.
อย่าลืมล้างผมด้วยน้ำหลังสระด้วยยาสระผม


dry/air - ตากผ้า อบผ้า

dry/air - ตากผ้า อบผ้า
dry/air - ตากผ้า อบผ้า
source: sheknows.com

ทีนี้มาถึงขั้นตอนทำให้ผ้าแห้ง ซึ่งอาจจะทำโดยวิธีการผึ่งลมก็ได้ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า air (verb - แอร์) ครับคำเดียวกับที่แปลว่าอากาศนั่นแหละครับ หรืออาจจะเรียกว่า air dry (verb - แอร์ ดราย) ก็ได้ในความหมายเดียวกัน

อีกวิธีที่จะทำให้ผ้าแห้งก็คือโดยวิธีการตากผ้าคือ ซึ่งพูดได้หลายแบบ ไม่ว่าจะ

  • dry clothes in the sun (verb - ดราย โคลซ อันเดอร์ เดอะ ซัน)
  • หรือ hang clothes under the sun (verb - แฮง โคลซ อันเดอร์ เดอะ ซัน)
  • หรือ hand out the clothes  (verb - แฮง เอ๊า เดอะ โคลซ )
  • หรือ hang the clothes out (verb - แฮง เดอะ โคลซ เอ๊า)
  • หรือ line dry clothes  (verb - ไลน์ ดราย โคลซ)
  • หรือ hang dry the clothes (verb - แฮง  ดราย  เธอะ โคลซ)

เมื่อพูดถึงการตากผ้าก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงราวตากผ้า (ไม่ใช่ ลาวตากผ้า นะครับ อันนั้นหมายถึงผมละ ฮะๆๆ) คำว่าราวตากผ้า ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า washing line (noun - วอชชิง ไลน์) ในภาษาอังกฤษแบบ British  หรือเรียกว่า clothesline (noun - โคลซไลน์) ในภาษาอังกฤษแบบ American ซึ่งสองคำนี้คือเป็น ราวตากผ้าแบบ ที่มีเสาสองเสาและมีสายโยงจากเสาหนึ่งไปอีกเสาหนึ่ง

ส่วนราวตากผ้าที่มีขาตั้ง บางรุ่นสามารถเก็บพับได้ เห็นมีใช้อยู่หลายคำคือ
  • clothes horse/drying horse (noun - โคลซ ฮอร์ส/ดรายอิง ฮอร์ส)
  • clothes rack/drying rack (noun - โคลซ แรค/ดรายอิง แรค)
  • drying stand (noun - ดรายอิง สแตน)
  • clothes maiden  (noun - โคลซ เม'เดิน)
  • airer (noun - แอร์เออร์) อันนี้น่าจะมาจากคำว่า air ซึ่งหมายถึงราวที่เอาผ้ามาผึ่งลมให้แห้ง
และเมื่อตากผ้าบนราว ส่ิงที่เราต้องใช้กันไม่ให้ผ้าปลิวเวลาลมแรงก็คือ ที่หนีบผ้า หรือไม้หนีบผ้า ซึ่งในภาษาอังกฤษแบบลุงแซมเรียกว่า clothespin (noun - โคลซ พิน)  หรือถ้าเป็นแบบ  UK ก็จะใช้คำว่า clothes peg  (noun - โคลซ เพก) หรือ peg  (noun - เพก)  ในความหมายนี้

ส่วนไม้แขวนเสื้อ จะเรียกว่า hanger/coat hanger/clothes hanger  (noun - แฮงเกอะ/โคท แฮงเกอะ/โคลซ แฮงเกอะ) และที่เป็นที่แขวนแบบเป็นวงกลมแล้วมีที่หนีบห้อยลงมา จะเรียกว่า round clothes hanger (noun - ราว โคลซ แฮงเกอะ)

ตัวอย่าง

When it rains, I need to put my washing on the drying rack inside my house.
ตอนฝนตกผมต้องตากผ้าบนราวตากผ้าในบ้าน

My daughters helped hang wet clothes outside on the washing line.
ลูกสาวผมช่วยตากผ้าบนราวตากผ้าข้างนอก

After doing the washing, take out the clothes and hang them under the sun on the clothesline.
หลังจากซักผ้าแล้ว เอ้าผ้าออกไปตากบนราวตากผ้าข้างนอกด้วย

Could you help hang out the washing?
เอาผ้าไปตากข้างนอกให้หน่อย


dryer/drier/spin dryer - ปั่นผ้า อบผ้า

dryer/drier/spin dryer เครื่องอบผ้า
dryer/drier/spin dryer เครื่องอบผ้า
source: www.lg.com
อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ผ้าแห้งก็คือใช้เครื่องอบผ้า ช่วยได้มากเวลาฝนตก แต่ก็แลกมากับค่าไฟที่เพิ่มขึ้น เครื่องอบผ้านี้เรียกกันว่า dryer/drier (noun - ดรายเออร์) หรือจะเรียกเต็มๆว่า clothes dryer/drier (noun - โคลซ ดรายเออร์) หรือ drying machine (noun - ดรายอิง มะชีน)  คำอื่นๆที่เห็นใช้เรียกเครื่องอบผ้าคือ tumble dryer/drier (noun - ทัม'เบิล ดรายเออร์) เครื่องอบผ้าที่ไม่ปั่นผ้า (rotate verb - โรเทท = ปั่น หรือหมุน) จะเรียกว่า drying cabinet  (noun - ดรายอิง แคบบินิท)

เครื่องซักผ้าบางรุ่นอาจจะมีเครื่องอบผ้าในตัวด้วยซึ่งจะเรียกว่า washer-dryer/washer-drier  (noun -วอชเชอร์ ดรายเออร์)

ส่วนเครื่องปั่นแห้ง น่าจะใช้คำว่า spin dryer/drier (noun - สปิน ดรายเออร์) ซึ่งที่เคยเห็นเครื่องซักผ้าบางรุ่นที่เป็นแบบสองถังบน จะมีถังซักถังหนึ่ง และอีกถังใช้ปั่นแห่งซึ่งก็คือ spin dryer/drier นี่เอง

ในกรณีที่ซักผ้าด้วยมือ หรือ hand wash your clothes เมื่อไม่มี spin dryer มาช่วยทำให้ผ้าหมาด ก็ต้องใช้แรงในการ บิดให้แห้งหรือให้หมาด ซึ่งในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า wring/wring out (verb - ริง/ริง เอาร์) ซึ่งก็คือการ บิดให้แห้ง ต้องขอบคุณความ creative ของคนเรานะครับ สมัยนี้มีคนสร้างตัวบิดแห้งหรือเครื่องบิดแห้ง มาให้ใช้ด้วย ซึ่งเขาใช้คำว่า clothes wringer (noun - โคลซ ริงเกอร์)

Many housewives must have been very happy the day when washing machines and dryers were first made.
แม่บ้านหลายๆคนต้องรู้สึกมีความสุขมากแน่เลยในวันที่มีการสร้างเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าครั้งแรก

You need to put your clothes in the spin dryer to remove the water after washing them and then put them on the drying horse.
คุณต้องเอาผ้าใส่เครื่อง(ถัง)ปั่นแห้งเพื่อไล่น้ำออกให้หมดหลังจากซัก แล้วหลังจากนั้นเอาไปตากบนราวตากผ้า

Tumble dryer is not good for some kind of clothes as the heat will shrink them.
เครื่องอบผ้าไม่เหมาะกับผ้าบางประเภทเพราะความร้อนจะทำให้ผ้าหดเล็กลง

Some type of clothes cannot be washed in the washing machine and you need to hand wash them. After hand-washing them, you will also need to wring them out before line drying them.
ผ้าบางประเภทไม่สามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าเราต้องซักด้วยมือ หลังจากซักด้วยมือแล้วเราต้องบิดให้ผ้าหมาดก่อนที่จะเอาไปตากที่ราว


iron/press - รีดผ้า

iron/press รีดผ้า
iron/press รีดผ้า
source:123rf.com

เมื่อมีการซักผ้า ตากผ้า อบผ้าแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการรีดผ้า รีดผ้า ในภาษาอังกฤษ ใช้อยู่สองคำคือคำว่า iron (verb - ไอเอิน) หรือ press (verb - เพลส) ความแตกต่างของสองคำนี้น่าจะเป็นวิธีการในการรีดผ้า iron ต้องขยับเตารีดไปมาบนผ้าเพื่อให้เรียบ ส่วน press คือการ วางเตารีดลงที่ผ้าและก็รอซักแป๊บหนึ่งและก็ยกเตารีดออก

เมื่อเป็นคำนาม  iron (noun - ไอเอิน) ใช้ในความหมาย ที่แปลว่า เตารีด หรืออาจจะเรียกว่า clothes iron  (noun - โคลซ ไอเอิน) หรือ flatiron  (noun - แฟลทไอเอิน)  ส่วนเตารีดไอน้ำที่เห็นใช้กันก็คือ stream iron  (noun -  สตรีม ไอเอิน) เตารีดสมัยก่อน ที่ใส่ถ่านไฟเข้าไปเรียกว่า charcoal iron (noun -  ชาร์'โคล ไอเอิน)

คำนามของ iron ที่แปลว่า การรีดผ้า ก็คือ ironing (verb - ไอเอินนิง)  ส่วนคำคุณศัพท์ ก็คือ ironed (adj - ไอเอินดฺ) เช่นผ้าที่รีดแล้วจะเรียกว่า ironed clothing ส่วนผ้าที่ยับ เรียก wrinkled clothing

ส่วนที่รองรีดผ้าหรือโต๊ะรีดผ้าจะเรียกว่า ironing board/ironing table (noun - ไอเอินนิง บอร์ด/เทเบิล) ในการรีดผ้าคุณแม่บ้านหรือพ่อบ้านก็ต้องใช้น้ำยารีดผ้า ซึ่งเรียกว่า ironing starch/fabric starch  (noun - ไอเอินนิง สทาร์ช/แฟบริค สทาร์ช)  หรือใช้ สเปรย์รีดผ้าเรียบ ที่เรียกว่า spray starch  (noun - สเพรย์ สทาร์ช)

ตัวอย่าง

I'll need to press my laundry.
ผมต้องรีดผ้า

Ironing is a very time consuming activity for me.
การรีดผ้าเป็นงานที่กินเวลามากสำหรับผม

Could you bring me an ironing board? I need to do the ironing for the kids.
เอาที่รองรีดผ้าให้หน่อย ฉันต้องรีดผ้าให้กับเด็กๆ

Apply iron starch first before doing the ironing
ใช้น้ำยารีดผ้าก่อนที่จะรีดผ้า

Please put away the ironed clothing for me.
เอาผ้าที่รีดแล้วไปเก็บให้หน่อย

laundry/washing

คำว่าเสื้อผ้าที่กำลังจะซักหรือเสื้อผ้าที่ซักแล้วเราอาจจะเรียกว่า washing (noun - วอชชิง) ก็ได้ หรือจะเรียกว่า laundry (noun - ลอนดริ) ก็ได้ในความหมายเดียวกัน
ถ้าเป็นเสื้อผ้าสกปรกเราก็เรียกว่า dirty clothes/washing/laundry (adj+noun - เดอร์ทิ โคลซ/วอชชิง/ลอนดริ)

ตัวอย่าง

I really need to do the washing
ฉันต้องซักผ้าจริงๆแล้วละ

All of this dirty washing needed to be laundered.

Could you put the washing out for me?
เอาผ้าไปตากข้างนอกให้ฉันได้ไหม

คำว่าพับผ้า เราจะใช้คำว่า fold (verb - โฟลด) ผ้าที่ซักแล้วแต่ยังไม่ได้พับจะเรียกว่า unfolded washing/laundry

คำว่า laundry นอกจากจะหมายถึง ผ้าที่จะเอาไปซัก หรือผ้าที่กำลังซัก หรือผ้าที่ซักแล้ว ยังหมายถึง ร้านซักรีดได้ด้วย ส่วนคนที่รับซักรีดก็คือ laundryman/laundrywoman

คำกริยาของ laundry ก็คือคำว่า launder (verb - ลอนเดอร์) ซึ่งก็แปลว่า ซักผ้าและรีดผ้า คือรวมการ wash และ iron ไว้ในคำเดียวกัน คำคำนี้ใช้ค่อนข้างเป็นแบบทางการ

มาดูคำศัพท์อื่นๆที่ใช้กับคำว่า laundry หรือมาจากคำว่า laundry

  • laundry basket  (noun - ลอนดริ แบสคิท) ตะกร้าใส่ผ้าที่สกปรกหรือผ้าที่ซักแล้ว หรือที่เรียกว่า hamper  (noun - แฮม'เพอะ)ในอเมริกา
  • laundry bag  (noun - ลอนดริ แบก) ถุงซักผ้า
  • laundry and ironing services บริการซัก-รีด
  • launderette (noun - ลอนเดอริท)  ร้านซักผ้าที่ต้องซักด้วยตัวเอง  (UK)
  • laundromat (noun - ลอนโดรแมท)  ร้านซักผ้าที่ต้องซักด้วยตัวเอง (US, Australia, Canada, NZ)
  • coin-op laundromat (noun - คอยน์ ออพ ลอนโดรแมท), coin-operated laundromat (noun - คอยน์ อัพเพรททิด ลอนโดรแมท), self-service laundry (noun - เซลฟ เซอร์วิช ลอนดริ) coin laundry (noun - คอยน์ ลอนดริ), coin wash (noun - คอยน์ วอชร้านซักผ้าที่ต้องซักด้วยตัวเอง โดยการหยอดเหรียญ


คำกริยาที่เกี่ยวกับการซักผ้า

  • sort the laundry (verb - ซอร์ท เธอะ ลอนดริ) แยกผ้าก่อนซัก
  • hand wash  (verb - แฮนด์ วอช) ซักผ้าด้วยมือ
  • machine wash  (verb - มะชีน วอช) ซักผ้าด้วยเครื่อง
  • scrub the laundry (verb - สกรับ เธอะ ลอนดริ) แปรงผ้า
  • rinse the laundry  (verb - รินซ เธอะ ลอนดริ) ล้างผ้าด้วยน้ำ
  • wring out the laundry  (verb - ริง เอาท์ เธอะ ลอนดริ) บิดผ้าให้หมาด
  • load the washer  (verb - โลด เธอะ วอชเชอร์) เอาผ้าเข้าเครื่องเครื่องซักผ้า
  • unload the washer  (verb - อันโลด เธอะ วอชเชอร์) เอาผ้าออกจากเครื่องซักผ้า
  • load the dryer  (verb - โลด เธอะ ดรายเออะ) เอาผ้าเข้าเครื่องเครื่องอบผ้า
  • hang clothes on the clothes line  (verb - แฮง โคลซ ออน เธอะ โคลซ ไลน์)ตากผ้าบนราวตากผ้า
  • iron (verb - ไอเอิน) รีดผ้า 
  • fold the laundry (verb - โฟล์ด เธอะ ลอนดริ) พับผ้า
  • hang up clothing (verb - แฮง อัพ คลอธธิง) ตากผ้า
  • get the clothes off the clothes line (verb - เกท เธอะ โคลซ ออฟ เธอะ โคลซ ไลน์) เก็บผ้าจากราว

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หวังว่าคงจะจุใจกับคำศัพท์เกี่ยวกับการซักผ้ากันนะครับ อย่าลืมเอาไปใช้กันนะครับ สำหรับวันนี้คงต้องบอกว่า good night and goodbye and see you again next time, please stay turned.



Read more at:
Share:
Read More

Friday, July 8, 2016

ว่าด้วยเรื่องของอุณหภูมิ - temperature 2

temperature
temperature
from: mrprintables.com

What is the temperature today?

Hi Folks, วันนี้เราจะยังอยู่กับคำว่า temperature (noun - เทม'เพอเชอะ) หรืออุณหภูมิ นะครับ เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษของวันนี้อยากนำเสนอคำและวลีที่ใช้อธิบาย temperature หรือ อุณหภูมิครับ คำเหล่านี้ทุกคน น่าจะรู้จักคุณเคยและเห็นบ่อยๆอยู่แล้ว นั่นก็คือคำว่า freezing, cold, cool, warm และ hot คำ 5 คำนี้เป็นคำคุณศัพท์

ดูเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ เรื่องอุณหภูมิตอนที่แล้วที่ ว่าด้วยเรื่องของอุณหภูมิ - temperature

คำถามที่ใช้ถามเกี่ยวกับ temperature 

What is the temperature today?
อุณหภูมิวันนี้กี่เองศา

What is the temperature in Bangkok today?
อุณหภูมิวันนี้ที่กรุงเทพฯกี่เองศา

What is the temperature like today?
อุณหภูมิวันนี้กี่เองศา

คำที่ใช้อธิยายอุณหภูมิ

freezing (adj - ฟรีซ'ซิง) เย็นมาก เย็นยะเยือก
It is freezing out there. if you want to get outside, you need a jacket.
ข้างนอกเย็นมากๆ ถ้าจะออกไปข้างนอก ต้องใส่เสื้อแจคเก็ทนะ

cold (adj -โคลดฺ)  หนาว
It is very cold today, I don't feel like going out.
วันนี้หนาวมาก ผมไม่รู้สึกอยากออกไปใหนเลย

cool (adj - คูล)  เย็นๆ แบบสบายๆ
It was a little cool on Saturday, but I like it.
วันเสาร์อากาศเย็นนิดหนึ่ง แต่ผมชอบนะ

warm (adj -วอร์ม)  อุ่นๆ ยังไม่ถึงกับร้อน
Don't you think it is a little warm in this room?
คุณว่าในห้องนี้ร้อนไปหน่อยไหม๊

hot (adj - ฮอท)  ร้อน
Oh, it was very hot yesterday.
โอ้ มันร้อนมากเมื่อวานนี้

เราสามารถเพิ่ม คำต่อไปนี้ ข้างหน้าคำว่า cold, cool, warm และ hot นี้  เพื่อบอก degree หรือ ระดับความ ร้อน เย็น หรือหนาวของอากาศหรืออุณหภูมิ
  • a little (adv - เออะ ลิทเทิล) เล็กน้อย, นิดหนึ่ง (a little warm, a little cold, a little hot, a little cool)
  • very (adv - เฝรี) = มาก (very hot, very cold, very warm)
  • extremely (adv - อิคตรีมลิ) = อย่างมาก เช่น  (extremely hot, extremely cold, extremely warm)
  • a bit (adv - เออะ บิท) เล็กน้อย, นิดหนึ่ง = a little (a bit warm, a bit cold, a bit hot, a bit cool)
  • quite (adv - ไควทฺ) ค่อนข้าง  (quite warm, quite cold, quite hot, quite cool)
  • rather (adv - ราเธอ) ค่อนข้าง (rather warm, rather cold, rather hot, rather cool)
  • really (adv - ริลลี/เรียล'ลิ) จริงๆ (really warm, really cold, really hot, really cool)
  • fairly (adv - แฟร์ลิ) นิดหน่อย (fairly warm, fairly cold, fairly hot, fairly cool)
  • uncomfortably (adv - อันคัมฟะทะบลิ) อึดอัด ไม่สะดวกสะบาย (uncomfortably warm, uncomfortably cold, uncomfortably hot)
  • completely (adv - คัมพลีทลิ) อย่างที่สุด (completely cold, completely hot)
คำต่อไปนี้ใช้กับคำว่า hot
  • sizzling hot (adj - ซิสเซิลลิง ฮอท)  ร้อนมาก = very hot 
  • boiling hot (adj - บอยลิง ฮอท)  ร้อนเหมือนน้ำเดือด 
  • burning hot (adj - บอยลิง ฮอท) ร้อนเหมือนถูกเผา
  • red hot (adj - บอยลิง ฮอท) ร้อนจนออกเป็นสีแดง  เช่น red-hot coals ถ่านที่ร้อนจนแดง

คำต่อไปนี้ใช้กับคำว่า cold

  • freezing cold (adj - ฟรีซ'ซิง โคลดฺ) เย็นมาก = very cold 
  • stone cold  (adj - ซึโตน โคลดฺ)  เย็นเหมือนหิน = completely cold
  • icy cold  (adj - ไอซี โคลดฺ) เย็นเหมือนน้ำแข็ง
  • biting cold  (adj - บิททิง โคลดฺ) เย็นยะเยือก 
  • frosty cold (adj - ฟรอสที โคลดฺ) เย็นมาก เย็นจัด




I feel uncomfortably hot in here. Could you please turn the air-con on?
ผมรู้สึกร้อนไมาสะบายเนื้อสะบายตัว เปิดแอร์หน่อยได้ไหม๊

It is freezing cold in the Arctic (North Pole) and the Antarctic (South Pole).
ทั้งอาร์คติก(ขั้วโลกเหนือ) แอนตาร์กติก (ขัวโลกใต้) หนาวแทบเป็นน้ำแข็งเลย

It is really hot in summer and it really cold in winter in this country.
หน้าร้อนที่นี้ก็แสนจะร้อนมากและพอหน้าหนาวมันก็หนาวจับใจ

Do you see that red-hot coals? Don't dare to touch it or you will get burning hot.
เห็นถ่านแดงนั่นไหม๊ อย่าไปแตะมันเข้าเชียว แกจะร้อนแบบโดนเผาเลยละ

Strangely, it is rather warm inside. Could you have someone checked the air-conditioner?
แปลกมากนะที่มันค่อนข้างร้อนข้างใน หาใครมาดูแอร์ให้หน่อยได้ไหม๊

Share:
Read More

Thursday, June 30, 2016

ว่าด้วยเรื่องของอุณหภูมิ - temperature

temperature-อุณหภูมิ
temperature-อุณหภูมิ
source: filepicker.io


ห่างหายไปพักหนึ่ง ยังคิดถึงกันอยู่ไหม๊ครับ ช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าฝนละ ฝนเริ่มตกบ่อยขึ้น ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคร้าบบบ (it's rained a lot recently as it is now rainy season, please take care of yourself)

วันนี้ผมอยากนำเสนอภาษาอังกฤษคำง่ายๆที่เราคุ้นเคยกันในสไตล์เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษครับ คำที่จะพูดถึงวันนี้คือคำว่า temperature (noun - เทม'เพอเชอะ) คำนี้ไม่ได้อ่าน ว่า เทมเพอเรเจอ หรือ เทมเพอเรเชอ นะครับ คำๆนี้แปลว่า อุณหภูมิ  เรานะจะคุ้นเคยได้ใช้ได้เห็นกันบ่อยๆ

What is temperature? 

มาดูคำจำกัดความของ คำว่า อุณหภูมิ หรือ temperature กันนิดหนึ่งครับ ในทางวิทยาศาตร์ อุณหภูมิ คือการวัดค่าเฉลี่ยของพลังงานจลน์ของอนุภาคในสสารใดๆ ซึ่งสอดคล้องกับความร้อนหรือเย็นของสสารนั้น

definitionในภาษาอังกฤษก็คือ
Temperature is a degree of hotness or coldness the can be measured using a thermometer. It's also a measure of how fast the atoms and molecules of a substance are moving. Temperature is measured in degrees on the Fahrenheit, Celsius, and Kelvin scales.
weatherwizkids.com

temperature conversion
การวัดอุณหภูมิตามหลักสากล ก็จะมีหน่วยอยู่สามหน่วย หรือที่เรียกว่า สเกลอุณหภูมิ  นั่นคือ

  1. Fahrenheit (adj-ฟาร์'เรนไฮทฺ) องศาฟาเรนไฮต์ ตัวย่อก็คือ °F เป็นหน่วยมาตรวัดมาตรฐานของฝรั่งเศสเก่า ประเทศที่มีการใช้หน่วยวัดแบบนี้ได้แก่สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ คอสตาริกา เปอร์โตริโก 
  2. Celsius (adj-เซล'ซียส) องศาเซลเซียส ตัวย่อก็คือ °C  เมื่อก่อนใช้คำว่า Centigrate 
  3. Kelvin  (noun-เคลวิน)เคลวิน (องศาสัมบูรณ์) ตัวย่อก็คือ K
ทราบใหม๊ครับว่า มีสูตรง่ายๆในการแปลงค่า °F ไปเป็น °C และจาก °C ไปเป็น °F  ดังนี้ครับ
°F to °C = deduct 32, then multiply by 5, then divide by 9
°C to °F = multiply by 9, then divide by 5, then add 32
หรือ
°C = ((°F - 32) * 5 )/ 9
°F = ((°C*9)/5) + 32
หรือถ้าไม่อยาก คำนวณเองก็ ใช้ google คำนวณให้ก็ได้ครับ โดยป้อน  keyword  "212°F in °C"  หรือ
"100°C in °F" เป็นต้น
ส่วนเครื่องมือที่ใช้วัดอุณหภูมิเรียกว่า thermometer (noun - เธอมอม'มิเทอะ) เทอร์โมมิเตอร์  มีอยู่  3 ประเภทหลักๆคือ

  • analogue thermometer (แอนนะลอก เธอมอม'มิเทอะ) เทอร์โมมิเตอร์ แบบปรอท
  • digital thermometer (ดิจิทัล เธอมอม'มิเทอะ) เทอร์โมมิเตอร์ แบบดิจิตอล
  • infrared thermometer (อินฟราริด เธอมอม'มิเทอะ) เทอร์โมมิเตอร์ แบบอินฟราเรด


ถ้าอยากรู้ประเภทของ thermometer ที่ละเอียดกว่า 3 ประเภทนี้ก็ตามไปดูที่นี่ครับ different types of thermometer

Do you know that - ทราบไหม๊ครับว่า

  • เครื่องมือที่ใช้วัดอุณหภูมิเรียกว่า thermometer (noun - เธอมอม'มิเทอะ) เทอร์โมมิเตอร์ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ปรอทวัดไข้
  • thermometer ประกอบไปด้วยสองคำ คือคำว่า Thermo และ meter ซึ่งมีความหมายว่า heat (noun - ฮีท - ความร้อน) และ measure (noun/verb - เมช'เชฺอะ -วัด)
  • อุณหภูมิร่างกายเรียกว่า body temperature (บาร์ดิ เทม'เพอเชอะ) 
  • อุณหภูมิร่างกายคนปกติ หรือที่เรียกว่า normal body temperature (นอร์เมิล บาร์ดิ เทม'เพอเชอะ) อยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส 
  • มีไข้ต่ำๆ เรียกว่า  have mild fevers (แฮฝ ไมล์ด ฟีเวอร์)
  • มีไข้สูงเรียกว่า have high fever/high temperature (แฮฝ ไฮ ฟีเวอร์/ ไฮ เทม'เพอเชอะ) ซึ่งอุณหภูมิสูงกว่า 38°C (100.4°F)
  • จุดเยือกแข็งของน้ำ เรียกว่า freezing point (ฟรีซิง พอยท์) อยู่ที่ 0°C (32 °F) 
  • จุดหลอมเหลว เรียกว่า melting point (เมลทิง พอยท์) ซึ่งอยู่ที่ 0°C (32 °F) 
  • จุดเดือดของน้ำ  เรียกว่า boiling point (บอยล์ลิง พอยท์) อยู่ที่ 100°C (212  °F)
  • อุณหภูมิห้องหรือที่เรียกว่า room temperature (รูม เทม'เพอเชอะ) คือ 20 to 25°C หรือ 23°C โดยประมาณ 70°F.


Put them in sentences.

Melting point is the temperature at which a substance changes from solid to liquid state.
จุดหลอมเหลวคืออุณหภูมิที่สสารเปลือนจากสภาพของแข็งไปเป็นของแหลว

Water boils at a temperature of 100°C.
น้ำเดือดที่ 100 องศาเซลเซียส

Water freezes at a temperature of 0°C.
น้ำมีจุดเยือกแข็งที่ 0 องศาเซลเซียส

We use thermometer to measure the temperature.
เราใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ

Thermometer is a device that measures the temperature of things.
เทอร์โมมิเตอร์เป็นเครื่องที่ใช้วัดอุณหภูมิของสิ่งต่างๆ

 Let the nurse take your temperature.
ให้พยาบาลวัดอุณหภูมิร่างกายหน่อย (วัดไข้นั่นเอง)

You are having a temperature.
คุณกำลังมีไข้

The symptom starts with having a high temperature.
อาการเริ่มต้นคือมีไข้สูง

Please keep this medicine at room temperature.
เก็บย่านี้ไว้ที่อุณหภูมิห้องนะครับ

Your temperature is 40.5 degrees °C, you're having a high temperature.
อุณหภูมิของคุณ (วัดได้) 40.5 คุณกำลังมีไข้สูง

ดูเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ เรื่องอุณหภูมิตอนที่แล้วที่ ว่าด้วยเรื่องของอุณหภูมิ - temperature 2


Read more at:
Share:
Read More