Wednesday, January 12, 2022

Thomas Edison Mother’s Letter Changed The World - ฤาษีแปลงสาส์นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกครั้งยิ่งใหญ่


Thomas Edison Mother’s Letter Changed The World
source: www.takieng.com

เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษวันนี้นำเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษจากส่วนหนึ่งของประวัติของโทมัส แอลวาเอดิสันในวัยเด็กมาให้อ่านกัน พร้อมทั้งเรียนภาษาอังกฤษไปด้วยกัน 

ผมเชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จัก โทมัส แอลวา เอดิสัน พ่อมดนักประดิษฐ์ นักวิทยาศาตรอันยิ่งใหญ่ผู้เปลี่ยนโลก ผลงานของเขาได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนให้เป็นสังคมสมัยใหม่ ส่วนใหญ่ผู้คนมักจะรู้จักเอดิสันในฐานะผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ แต่ที่จริงแล้วผลงานการประดิษฐ์ของเขามีมากมายเหลือเชื่อ เช่น เครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่ายภาพยนตร์ เครื่องเล่นจานเสียง แบตเตอรี่ และเครื่องมือเครื่องใช้เทคโนโลยีอื่นอีกเป็นพันชิ้น แต่ก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ต้องยกความดีให้แม่ของเขา 

One day Thomas Edison came home and gave a paper to his mother. He told her, “My teacher gave this paper to me and told me to only give it to my mother.”

วันหนึ่งโทมัส เอดิสันเป็นกลับจากโรงเรียนและได้เอากระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้แม่ของเขา เขาบอกกับแม่ว่า "คุณครูเอากระดาษแผ่นนี้ให้ผมและกำชับว่าให้เอาให้แม่เท่านั้น"

His mother’s eyes were tearful as she read the letter out loud to her child: "Your son is a genius. This school is too small for him and doesn’t have enough good teachers for training him. Please teach him yourself."

แม่ของเขาน้ำตาไหลขณะที่อ่านกระดาษแผ่นนั้นให้เขาฟัง "ลูกชายคุณเป็นอัจฉริยะ โรงเรียนแห่งนี้เล็กเกินไปสำหรับเขาและไม่มีครูคนไหนมีความสามารถพอที่จะสอนเขาได้ ขอให้แม่สอนลูกเอง"

After many, many years, after Edison’s mother died and he was now one of the greatest inventors of the century, one day he was looking through old family things. Suddenly he saw a folded paper in the corner of a drawer in a desk. He took it and opened it up. On the paper was written: Your son is addled [mentally ill]. We won’t let him come to school any more.

หลายปีต่อมา หลังจากที่คุณแม่ของ เอดิสันได้เสียชีวิตลงซึ่งตอนนั้นเขากลายเป็นนักประดิษฐ์ (inventor - noun - อินเวน'เทอะ )ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษ (century - noun - เซนชิวรี)นั้น วันหนึ่งเขาได้มองดูสิ่งของเก่าๆที่ตกทอดมากจากครอบครัวอย่างผ่านๆ ทันไดนั้นก็เห็นกระดาษที่พับและวางไว้ตรงมุมหนึ่งของลิ้นชัก เขาหยิบมันขึ้นมาและเปิดออกอ่าน บนกระดาษเขียนไว้ว่า "ลูกชายของคุณมีอาการป่วยทางจิต เราไม่สามารถให้เขาเรียนต่อได้"

 Edison cried for hours and then he wrote in his diary: “Thomas Alva Edison was an addled child that, by a hero mother, became the genius of the century.”

เอดิสันได้ร้องให้เป็นเวลาหลายชั่วโมงและเขาก็ได้เขียนในไดอารี่ของเขาว่า "โทมัส แอลวส เอดิสันเป็นเด็กมีอาการป่วยทางจิต แต่ด้วยอัจฉริยะของมารดาของเขา  แล้วได้กลายเป็นอัจฉริยะแห่งศตวรรษ"



ลองคิดดูเล่นๆถ้าไม่เป็นเพราะอัจฉริยาภาพของคุณแม่ของโทมัส เอดิสัน เราจะมีสิ่งประดิษฐ์หลายๆอย่างเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ไหม คุณแม่ของเขามีคุณุปาการแก่โลกนี้มากไม่แพ้ ตัวโทมัส เอดิสันเองเลย

ข้อคิดจากบาความนี้คือ คำพูดหรือความคิดคนอื่น ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป รับฟังไว้แต่ถ้าทำให้เราท้อแท้หรือท้อถ่อยก็จงปล่อยมันไว้ข้างหลัง และเดินไปข้างหน้าเป็นเอดิสันอีกคนใน version ของคุณ

เกร็ดภาษาอังกฤษ
too + adj + verb  ... เกินไปที่จะ...
too + adj + for ... เกินไปสำหรับ ...
เช่น
This school is too small for him. โรงเรียนแห่งนี้เล็กเกินไปสำหรับเขา
This is too good to be true.  นี่มันดูดีเกินไปที่จะเป็นความจริง/นี่ดูดูเกินจริง

This place is too small for him. ที่นี่เล็กไปสำหรับเขา
This place is too small to live in. ที่นี่เล็กเกินไปที่จะอาศัย

This food is too hot for her. อาหารนี้ร้อนเกินไปสำหรับเธอ
This food is too hot to handle with bare hand. อาหารนี้ร้อนเกินไปที่จะถือด้วยมือเปล่า

look through somebody/something มองหาหรือค้นหา เช่นจากกองกระดาษ หรือในลิ้นชัก

I’ve looked through all my papers but I still can’t find the contract. ผมค้นหาจากเอกสารทั้งหมดแต่ก็ไม่เจอสัญญาฉบับนั้น

อีกความหมายหนึ่งคือมองผ่านหรือข้ามเหมือนไม่เห็นหรือทำเป็นไม่เห็น 

look straight/right through somebody

I saw Fiona in the street yesterday and she looked straight through me.
ฉันเจอฟิโอนากลางถนนเมื่อวาแต่เธอทำเป็นมองไม่เห็นฉัน

She looked right through me like I didn't exist. เธอมองผ่านผมไปเหมือนผมไม่มีตัวตน

She pretended to look straight through him and pick at a plant leaf hoping he would go away.
เธอทำเป็นมองผ่านเข้าไปแล้วก็เอามือเขียใบไม้ไปมาโดยหวังว่าเขาจะจากไป


Share:
Read More

Thursday, December 30, 2021

WHAT IS A HORMONE? - ฮอร์โมนคืออะไร




WHAT IS A HORMONE? ฮอร์โมนคืออะไร
WHAT IS A HORMONE? ฮอร์โมนคืออะไร
www.news-medical.net



เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษวันนี้ จะพาไปรู้จักกับ ฮอร์โมน ละความสำคุญของเขา ได้ความรู้คู่กับเรียนรู้ภาษาอังกฤษไปในตัว พร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ

Hormones are secreted by the endocrine glands. Endocrine means "the internal secretion of a gland." Another name for them is ductless glands, because they don't send their secretions into ducts but directly into the bloodstream. Hormones are also produced by some organs such as the liver and the kidney, but most of the hormones in the body come from glands. Each of the various hormones produces its own special effect in the body. 

ฮอร์โมนผลิตหรือหลั่ง (secrete- noun - ซีคริท) โดยต่อมไร้ท่อ  (endocrine glands  - noun - อินโดคริน AE/อินโดไครยน์ BE) Endocrine หมายถึง "การหลั่งภายในของต่อม" อีกชื่อหนึ่งสำหรับพวกมันคือ ductless glands เพราะพวกมันไม่ได้ส่งสารคัดหลั่ง(secretion - noun - ซีครี'เชิน) เข้าไปในท่อแต่ส่งตรงไปยังกระแสเลือด (bloodstream - noun - บลัดซึตรีม) ฮอร์โมนยังผลิตโดยอวัยวะอื่นๆอย่างเช่นตับและไต แต่ฮอร์โมนส่วนใหญ่ในร่างกายมาจากต่อมต่างๆ ฮอร์โมนแต่ละตัวสร้างคุณสมบัติเฉพาะของมันเองในร่างกาย

In general, the job of the hormones is to regulate the internal activities of the body, such as growth and nutrition, the storage and use of food materials, and the reproductive processes. If the glands produce too much or not enough, a person may have an abnormal physical appearance.

โดยทั่วไป หน้าที่ของฮอร์โมนคือควบคุม(regulate - verb - เรก'กิวเลท) กิจกรรมภายในร่างกาย เช่น การเจริญเติบโตและโภชนาการ การจัดเก็บและการใช้สารอาหาร และกระบวนการสืบพันธุ์ (reproductive - adj - รีโพรดัคทีฟ - เกี่ยวกับการสืบพันธุ์/reproduction - noun - รีโพรดัคเชิล - การสืบพันธุ์) หากต่อมผลิตมากเกินไปหรือไม่เพียงพอ อาจทำให้มีลักษณะผิดปกติ (abnormal - adj - แอบนอร์' เมิล) ทางกาย

Here are what some of the chief glands and hormones do in our bodies: 
ต่อไปนี้คือหน้าที่ของต่อมหลักๆและฮอร์โมนในร่างกายของเรา: 
  • The thyroid gland, located in the neck, produces a hormone which helps in the growth, development, and metabolic processes of the body.

    ต่อมไทรอยด์ (thyroid gland - noun - ไธ'รอยด์ แกรนด์) ซึ่งอยู่ที่คอจะผลิตฮอร์โมนซึ่งช่วยในการเจริญเติบโต พัฒนา และกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย.
     
  • The pituitary gland, located at the base of the skull, has two parts. As we know, one hormone produced by one part of this gland has the job of promoting growth. Another part of the pituitary gland produces two hormones which help control our use of water, fat, our blood pressure, and the way we regulate the heat in our body.

    ต่อมใต้สมอง (pituitary gland - noun - พิทู'อิเทอรี แกรนด์) ซึ่งอยู่ที่ฐานของกะโหลกศีรษะมีสองส่วน จากที่เราทราบ ฮอร์โมนชนิดหนึ่งถูกผลิตโดยส่วนแรกของต่อมนี้มีหน้าที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย อีกส่วนหนึ่งของต่อมใต้สมองผลิตฮอร์โมน 2 ชนิด ซึ่งช่วยควบคุมการใช้น้ำ ไขมัน ควบคุมความดันโลหิต และวิธีที่เราควบคุมความร้อนในร่างกาย
     
  • There are two important glands located at the upper end of each kidney. One produces a hormone called adrenalin. This hormone is related to blood pressure and reactions to emotion and emergencies. When you become excited or frightened, you produce more of this hormone.

    มีต่อมสำคัญสองต่อมอยู่ที่ปลายบนทั้งสองข้างของไต (kidney - noun - คิดนิ) ต่อมแรกผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่าอะดรีนาลิน ฮอร์โมนนี้เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตและปฏิกิริยาต่ออารมณ์และภาวะฉุกเฉิน เมื่อคุณตื่นเต้นหรือตกใจ คุณจะผลิตฮอร์โมนนี้มากขึ้น
     
  • Other glands in the body produce hormones which have to do with making you act like a boy or a girl.

    ต่อมอื่นๆ ในร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ทำให้คุณมีลักษณะท่าทางเป็นชายหรือหญิง
So you see that hormones are responsible for a great deal about you and your health.
ดังนั้นคุณจะเห็นว่าฮอร์โมนมีส่วนสำคัญต่อตัวคุณและสุขภาพของคุณอย่างมาก

เป็นยังไงครับได้รู้จักกับเจ้าฮอร์โมนและความสำคัญของเขาแล้ว ได้รู้คำศัพท์ใหม่เพิ่มไหมครับ ถ้าอยากจะรู้จักเขามากกว่านี้ ไปอ่านต่อได้ที่ สำรวจฮอร์โมน 

เดี่ยวมาดูกันต่อไปนะครับว่าครั้งหน้า เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษจะนำเอาสาระดีๆพร้อมคำศัพท์ภาษาอังกฤษอะไรมาฝากแฟนกัน 

Please stay tuned.  อย่าลืมแบ่งปันความรู้ดีๆให้เพื่อนๆคนอื่นๆด้วยนะครับ Thank you


Share:
Read More

Tuesday, December 28, 2021

เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ ตอน History of Technology ประวัติศาตร์เทคโนโลยี่

เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ ตอน History of Technology
ประวัติศาตร์เทคโนโลยี่- Evolution of Technology
slideserve.com



สวัสดีครับ วันนี้อยากนำเสนอเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับความเป็นมาของ เทคโนโลยี่ซึ่งต้องย้อนไปเมื่อ 3.3 ล้านปีมาแล้ว เทคโนโลยี่มีวิวัฒนาการมาเป็นเวลายาวนานซึ้งน่าศึกษาน่าเรียนรู้มาก มาเรียนรู้ภาษาอังกฤษและเกร็ดความรู้ในตอนที่มีชื่อว่า History of Technology (ฮิสทริ อัฟ เทคนอลโลจีประวัติศาตร์เทคโนโลยี่ ไปด้วยกันครับ สามารถดูต้นฉบับได้ที่ https://www.britannica.com/story/history-of-technology-timeline

History of Technology - The first tools
History of Technology - The first tools
wikimedia.org


3.3 million years ago: The first tools
The history of technology begins even before the beginning of our own species. Sharp flakes of stone used as knives and larger unshaped stones used as hammers and anvils have been uncovered at Lake Turkana in Kenya. The tools were made 3.3 million years ago and thus were likely used by an ancestor such as Australopithecus.

3.3 ล้านปีที่แล้ว: กำเนิดเครื่องมือ
ประวัติศาตร์เทคโนโลยี่ เริ่มก่อนจุดเริ่มต้นของเผ่าพันธุ์ของเรา แผ่นหินที่คมๆใช้แทนมีดและหินที่ไม่มีรูปทรงซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าใช้เป็นค้อน ทั่ง (anvil - noun -แอน'วิล - ทั้งสำหรับเอาไว้ตี) ถูกค้นพบที่ ทะเลสาบเทอคาน่า ที่ประเทศเคนยา เครื่องมือเหล่านี้ถูกทำขึ้นเมื่อ 3.3 ล้านปีทีแล้ว ดูน่าจะเป็นได้ว่าจะถูกใช้โดยบรรพบุรุษของมนุษย์ เช่น ออสตราโลพิเทคัส หรือที่เรียกว่ามนุษย์วานร (อ่านเพิ่มเติมที่ กำเนิดวิวัฒนาการของสัตว์ไพรเมต)

History of Technology - First Fire
History of Technology - First Fire
miro.medium.com


1 million years ago: Fire
When humanity first used fire is still not definitively known, but, like the first tools, it was probably invented by an ancestor of Homo sapiens. Evidence of burnt material can be found in caves used by Homo erectus beginning about 1 million (and maybe even 1.5 million) years ago.

1 ล้านปีที่แล้ว: กำเนิดไฟ
มนุษย์เริ่มรู้จักใช้ไฟเมื่อไหร่ไม่เป็นที่แน่ชัด  (definitively - adv - เดฟฟิน'นิทิฟว) แต่น่าจะคล้ายกับเครื่องมื่อแรกๆ ไฟน่าจะถูกเริ่มใช้โดยบรรพบุรุษของมนุษย์ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Homo sapiens, ภาษาละตินแปลว่า "คนฉลาด" หรือ "ผู้มีปัญญา") มีการค้นพบลักฐานของวัตถุที่ถูกไหม่ในถ้ำซึ่งถูกใช้โดยมนุษย์ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Homo erectus, แปลว่า "มนุษย์ที่ยืนตรง" มาจากคำกริยาในภาษาละตินว่า ērigere ซึ่งแปลว่า ตั้งให้ตรง) ประมาณ 1 ล้นปีทีแล้ว (หรือบางทีอาจจะ 1.5ล้านปีที่แล้ว)

History of Technology - Neolithic Revolution
History of Technology - Neolithic Revolution
wp.com


20,000 to 15,000 years ago: Neolithic Revolution
During the Neolithic Period several key technologies arose together. Humans moved from getting their food by foraging to getting it through agriculture. People came together in larger groups. Clay was used for pottery and bricks. Clothing began to be made of woven fabrics. The wheel was also likely invented at this time.

20,000 ถึง 15,000 ปีที่แล้ว : การปฏิวัติยุคหินใหม่ 
ในช่วงยุคหินใหม่  (Neolithic นีโอลิทิค = New Stone Age) มีเทคโยโลยี่หลายอย่างเกิดขึ้น มนุษย์ได้เปลี่ยนจากการออกหาอาหารมาเป็นการทำเกษตรกรรม (agriculture - noun - แอก' กริคัลเชอะ) มนุษย์เริ่มอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น ดินเหนียวถูกนำมาทำ เครื่องปั้นดินเผา (pottery - noun -พอททะริ) และอิฐ (brick - noun - บริค) เสื้อผ่าเริ่มถูกทำมาจากการทอ (weave - verb - วีฟว, woven - verb 3 - โวเวิน) จากผ้า (fabric - noun - แฟบ'ริค) ล้อก็ดูเหมือนจะถูกสร้างในยุคนี้

History of Technology - Irrigation
History of Technology - Irrigation
www.irrigationaustralia.com.au





6,000 BCE: Irrigation
The first irrigation systems arose roughly simultaneously in the civilizations of the Tigris-Euphrates river valley in Mesopotamia and the Nile River valley in Egypt. Since irrigation requires an extensive amount of work, it shows a high level of social organization.

6,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช: กำเนิดการชลประทาน
BCE (Before the Common Era) = BC (Before Christ)
ระบบชลประทาน (irrigation - noun - เออระเก'เชิน) เริ่มแรกเกิดขึ้นพร้อมกันในอารยธรรมของหุบเขาแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรตีส์ในเมโสโปเตเมียและหุบเขาแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ เนื่องจากการชลประทานต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก จึงแสดงให้เห็นถึงการจัดองค์กรทางสังคมในระดับสูง

History of Technology - Sailing
greenarea.me


4,000 BCE: Sailing
The first sailing ships were used on the Nile River. Since the Nile does not allow as much space for free sailing as the ocean, these ships also had oars for navigation.

4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช: กำเนิดการแล่นเรือใบ
เรือใบลำแรกถูกใช้ที่แม่น้ำไนล์ เนื่องจากในแม่น้ำไนล์ไม่ได้ให้พื้นแล่นเรืออย่างอิสระมากเท่ากับในมหาสมุทร เรือเหล่านี้จึงต้องมีพายสำหรับการเดินเรือด้วย

History of Technology - Iron
History of Technology - Iron
cloudfront.net


1,200 BCE: Iron
About this time, the production of iron became widespread as that metal supplanted bronze. Iron was much more abundant than copper and tin, the two metals that make up bronze, and thus put metal tools into more hands than ever before.

1,200 ปีก่อนคริสต์ศักราช: กำเนิดเหล็ก
ในช่วงนี้ มีการใช้ผลิตภัณ์ที่ทำมาจากเหล็กอย่างแพร่หลายเนื่องจากโลหะเข้ามาแทน (supplant - verb - ซะพลานทฺ) ทองสัมฤทธ์ (bronze - noun - บรอนซ) เหล็กมีมากมายกว่าทองแดง (copper - noun - คอพ'เพอะ)และดีบุค ซึ่งทองสัมฤทธ์ทำมาจากทองแดงและดีบุค ซึ่งนั่นก็๋ทำให้มีเครื่องมือที่เป็นโลหะใช้มากกว่าเดิมอย่างมากมาย

850 CE: Gunpowder (CE - Christ Era)
Alchemists in China invented gunpowder as a result of their search for life-extending elixirs. It was used to propel rockets attached to arrows. The knowledge of gunpowder spread to Europe in the 13th century.

คริสต์ศักราชที่ 850 : กำเนิดดินปืน
นักเล่นแร่แปรธาตุ (alchemist - noun - แอลคิมิสซฺ)ในประเทศจีนได้คิดค้นดินปืน ซึ่งได้จากการค้นหายาอายุวัฒนะ (elixir - noun - อีลิค'เซอะ) ดินปืนได้ถูกใช้ขับเคลื่อนจรวดที่ติดอยู่กับลูกธนู ความรู้เรื่องดินปืนได้ถูกแผยแพร่ไปในยุโรปในศตวรรษที่ 13

history of technology - windmill
history of technology - windmill
wikimedia.org



950: Windmill
Nearly 5,000 years after the first sailing ships, the wind was first used to operate a mill. The first windmills were in Persia. They were horizontal windmills in which the blades were set on a vertical shaft. Later, European windmills were of the vertical type. It has been speculated that the windmill may have been invented independently in Persia and in Europe.

คริสต์ศักราชที่ 950: กำเนิดกังหันลม
เกือบจะกว่า 5 พันปีหลังจากมีเรือเดินทะเลลำแรก ลมถูกใช้เพื่อควบคุมการหมุนของกังหัน กังหันลมอันแรกถูกใช้ที่ เปอร์เซีย ซึ่งเป็นกังหันลมแบบแนวนอน ใบกังหันตั้งในแนวตั้งบนเพลา (shaft - noun - แชฟทฺ)
ต่อมากังหันลมในยุโรปก็เปลี่ยนเป็นแนวตั้ง (type of wind turbine) มีการสันนิษฐานว่ากังหันลมอาจจะถูกสร้างโดยไม่มีความเกี่ยวของกันระหว่างในเปอร์เซียและยุโรป

History of Technology - First Compass
History of Technology - First Compass
nationalmaglab.org


1044: Compass
The first definitive mention of a magnetic compass dates from a Chinese book finished in 1044. It describes how soldiers found their way by using a fish-shaped piece of magnetized iron floating in a bowl of water when the sky was too cloudy to see the stars.

คริสต์ศักราชที่ 1044: กำเนิดเข็มทิศ
เข็มทิศแม่เหล็กที่ถูกกล่าวถึงอันแรกในหนังสือของจีนถูกสร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1044 มีการกล่าวถึงวิธีที่ทหารได้หาเส้นทางโดยการใช้ แท่งแม่เหล็กที่มีรูปร่างคล้ายปลาลอยอยู่ในถ้วยน้ำถ้วย ตอนที่ทองฟ้ามีเมฆมากจนไม่สามารถมองเห็นดวงดาวได้

history of technology - mechanical clock นาฬิการไขลาน
pinimg.com


1250–1300: Mechanical clock
Hourglass and water clocks had been around for centuries, but the first mechanical clocks began to appear in Europe toward the end of the 13th century and were used in cathedrals to mark the time when services would be held.

คริสต์ศักราชที่ 1250–1300: กำเนิดนาฬิกาไขลาน
มีการใช้นาฬิกาทราย (hourglass - noun - เอา'เออะกลาส/sandglass - noun - แซนด์กลาส) และนาฬิกาน้ำมาเป็ฯเวลนหลายศตวรรษ แต่นาฬิไขลานปรากฏครั้งแรกที่ยุโรปตอนปลายศตวรรษที่ 13 และถูกใช้ในมหาวิหาร (cathedral - noun - คะธี'ดรัล) เพื่อทำบอกเวลาที่จะเปิดให้บริการ

History of Technology - Printing
History of Technology - Printing
agefotostock.com


1455: Printing
Johannes Gutenberg completed the printing of the Bible, which was the first book printed in the West using movable type. Gutenberg’s printing press led to an information explosion in Europe.

คริสต์ศักราชที่ 1455: การพิมพ์
โยฮันเนิส กูเทินแบร์ค ได้พิมพ์พระคัมภีร์ไบเบิลเสร็จ ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่พิมพ์ในตะวันตกโดยใช้ที่พิมพ์แบบเคลื่อนย้ายได้  แท่นพิมพ์ (printing press - noun - พริน'ทิง เพรส) ของกูเทินแบร์คถูกนำไปสู่การเผยแพร่ข้อมูลที่แพร่หลายในยุโรป

history of technology - steam engine
history of technology - steam engine
gettyimages.com


1765: Steam engine
James Watt improved the Newcomen steam engine by adding a condenser that turned the steam back into liquid water. This condenser was separate from the cylinder that moved the piston, which meant that the engine was much more efficient. The steam engine became one of the most important inventions of the Industrial Revolution.

คริสต์ศักราชที่ 1765: กำเนิดเครื่องจักรไอน้ำ
เจมส์ วัตต์ได้ปรับปรุงเครื่องจักร์ไอน้ำ (steam engine - noun - สตรีม เอนจิน) ของโทมัส นิวโคเมน โดยการเพิ่ม คอนเดนเซอร์/คอยล์ร้อน (condenser - noun - คันเดน'เซอะ / อ่านเพิ่มเติม คอนเดนเซอร์ คืออะไร?) ที่ทำให้ไอน้ำกลับเป็นน้ำของเหลว คอนเดนเซอร์หรือคอยล์ร้อย นี้แยกจากกระบอกสูบ (cylinder - noun - ซิล'ลินเดอะ) ที่เคลื่อนลูกสูบ (piston - noun - พิส'เทิน) ซึ่งนั้นหมายความว่าเครื่องยนต์จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น เครื่องจักรไอน้ำกลายเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution - noun - อินดัส'เทรียล เรฟ'วะลิว'เชิน)


history of technology - railways
history of technology - railways
sqspcdn.com



1804: Railways
English engineer Richard Trevithick improved James Watt’s steam engine and used it for transport. He built the first railway locomotive at an ironworks in Wales.

คริสต์ศักราชที่ 1804: กำเนิดรถไฟ
ริชาร์ด ทรีวิธิค วิศวกรชาวอังกฤษได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ไอน้ำของ เจมส์ วัตต์ และใช้สำหรับการขนส่ง เขาสร้างหัวรถจักรรถไฟขบวนแรกที่โรงงานเหล็กในเวลส์

1807: Steamboat
Robert Fulton put the steam engine on water. His steamboat that was eventually called the Clermont took 32 hours to go up the Hudson River from New York City to Albany. Sailing ships took four days.

คริสต์ศักราชที่ 1807: กำเนิดเรือกลไฟ เรือยนต์ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำ
 โรเบิร์ต ฟุลตัน วางเครื่องยนต์ไอน้ำลงบนน้ำ เรือกลไฟของเขาที่ในที่สุดเรียกว่าเคลมงต์ใช้เวลา 32 ชั่วโมงแล่นขึ้นแม่น้ำฮัดสันจากรัฐนิวยอร์กซิตี้ไปยังออลบานี ในขณะที่เรือใบใช้เวลาสี่วัน

history of technology - first known photograph
history of technology - first known photograph
www.thoughtco.com


1826/27: Photography
In the early 1820s, Nicéphore Niépce became interested in using a light-sensitive solution to make copies of lithographs onto glass, zinc, and finally a pewter plate. He then had the great idea to use his solution to make a copy of an image in a camera obscura (a room or box with a small hole in one end through which an image of the outside is projected). In 1826 or 1827, he made an eight-hour-long exposure of the courtyard of his house, the first known photograph.

คริสต์ศักราชที่ 1826/27: กำเนิดการถ่ายภาพ
ในช่วงต้นทศวรรษ 1820 นีเซฟอร์ เนียปส์เริ่มให้ความสนใจในการใช้สารละลาย (solution - noun - ซอลลิว'เชิน) ที่ไวต่อแสง (light-sensitive - noun - ไลท์เซนซิทิฟวฺ) มาทำสำเนาภาพพิมพ์ลงบนแก้ว สังกะสี และสุดท้ายคือแผ่นดีบุกผสมตะกั่ว จากนั้นเขามีความคิดที่ดีที่จะใช้สารละลายของเขาทำสำเนาภาพจากกล้อง obscura กล้องทาบเงา (กล่องที่มีรูเล็ก ๆ ที่ปลายด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งซึ่งเอาภาพที่ได้จากด้านนอกมาใช้) ในปี ค.ศ. 1826 หรือ ค.ศ. 1827 เขาถ่ายภาพลานบ้านของเขาโดยเปิดความเร็วชัตเตอร์ค้างไว้นานแปดชั่วโมง ซึ่งนั่นเป็นรูปถ่ายรูปแรกของโลก (more information ภาพถ่ายจากกล้อง ภาพแรกของโลก)

history of technology - reaper
history of technology - reaper
www.thoughtco.com


1831: Reaper
For thousands of years, harvesting crops was very labour-intensive. That changed with Cyrus McCormick’s invention of the mechanical reaper. The earliest reaper had some mechanical problems, but later versions spread throughout the world.


คริสต์ศักราชที่ 1831: กำเนิดเครื่องเก็บเกี่ยวเชิงกล
เป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่การเก็บเกี่ยวพืชผลต้องใช้แรงงานมาก (labour-intensive - noun - อินเทน'ซิฟว | a process or industry that requires a large amount of labor to produce its goods or services.) สิ่งนั้นเปลี่ยนไปด้วยการประดิษฐ์เครื่องเก็บเกี่ยวของไซรัส แมคคอร์มิก เครื่องเก็บเกี่ยวรุ่นแรกสุดมีปัญหาทางกลไก แต่รุ่นหลังๆ ได้แพร่กระหายไปทั่วโลก

history of technology - telegraph
history of technology - telegraph
allaboutcircuits.com



1844: Telegraph
Samuel Morse was a successful painter who became interested in the possibility of an electric telegraph in the 1830s. He patented a prototype in 1837. In 1844 he sent the first message over the first long-distance telegraph line, which stretched between Washington, D.C., and Baltimore. The message: “What hath God wrought.”

คริสต์ศักราชที่ 1844: กำเนิดโทรเลข
ซามูเอล มอร์สเป็นจิตรกรที่ประสบความสำเร็จซึ่งเริ่มสนใจในความเป็นไปได้ของโทรเลข (telegraph - noun - เทล'ละกราฟ) ไฟฟ้าในช่วงทศวรรษที่ 1830 เขาจดสิทธิบัตร (patent - verb -  แพท'ทันทฺ) ต้นแบบในปี 1837 ในปี 1844 (พ.ศ. 2387) เขาได้ส่งข้อความแรกไปยังสายโทรเลขทางไกลสายแรกซึ่งทอดยาวระหว่างกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และบัลติมอร์ ด้วยข้อความ: “พระเจ้าได้ทรงกระทำอะไร” (What has God done)

history of technology - telephone
history of technology - telephone
wikimedia.org



1876: Telephone
Once it was possible to send information through a wire in the form of dots and dashes, the next step was actual voice communication. Alexander Graham Bell made the first telephone call, on March 10, 1876, when he asked his assistant Tom Watson to come to him: “Mr Watson—come here—I want to see you.”


คริสต์ศักราชที่ 1844: กำเนิดโทรศัพท์
เมื่อสามารถส่งข้อมูลผ่านสายในรูปแบบของจุดและขีดกลาง ขั้นตอนต่อไปคือการสื่อสารด้วยเสียงจริง อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ โทรศัพท์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ.1876 (พ.ศ. 2419) เมื่อเขาขอให้ผู้ช่วยทอม วัตสันมาหาเขาว่า "คุณวัตสัน มานี่สิ ฉันอยากพบคุณ"




1876: Internal-combustion engine
German engineer Nikolaus Otto built an engine that, unlike the steam engine, used the burning of fuel inside the engine to move a piston. This type of engine would later be used to power automobiles.


คริสต์ศักราชที่ 1844: เครื่องยนต์สันดาปภายใน
วิศวกรชาวเยอรมัน นิโคเลาส์ อ็อตโต สร้างเครื่องยนต์ซึ่งต่างจากเครื่องยนต์ไอน้ำ ที่ใช้การเผาไหม้เชื้อเพลิงภายในเครื่องยนต์เพื่อเคลื่อนลูกสูบ ต่อมาเครื่องยนต์ประเภทนี้จะถูกนำมาใช้เป็นพลังงานให้กับรถยนต์

history of technology - electric light
history of technology - electric light
www.bulbs.com



1879: Electric light
After thousands of trials, American inventor Thomas Edison got a carbon-filament light bulb to burn for 13½ hours. Edison and others in his laboratory were also working on an electrical power distribution system to light homes and businesses, and in 1882 the Edison Electric Illuminating Company opened the first power plant.

คริสต์ศักราชที่ 1879: กำเนิดแสงไฟฟ้า
หลังจากการทดลองหลายพันครั้ง โธมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ก็ได้หลอดไฟแบบไส้คาร์บอนที่สามารถจุดได้เป็นเวลา 13½ ชั่วโมง เอดีสันและคนอื่นๆ ในห้องปฏิบัติการของเขากำลังทำงานเกี่ยวกับระบบจำหน่ายไฟฟ้าสำหรับบ้านและธุรกิจที่มีแสงสว่างเพียงพอ และในปี 1882 บริษัท Edison Electric Illuminating ก็ได้เปิดโรงไฟฟ้าแห่งแรกขึ้น

history of technology - first automobile
history of technology - first automobile
www.daimler.com



1885: Automobile
The internal-combustion engine improved, becoming smaller and more efficient. Karl Benz used a one-cylinder engine to power the first modern automobile, a three-wheeled car that he drove around a track. However, the automobile did not make a commercial splash until 1888, when his wife, Bertha, exasperated with Karl’s slow methodical pace, took an automobile without his knowledge on a 64-mile trip to see her mother.

คริสต์ศักราชที่ 1885: กำเนิดรถยนต์
เครื่องยนต์สันดาปภายในได้ถูกพัฒนาให้ดีขึ้น มีขนาดเล็กลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น คาร์ล เบนซ์ ใช้เครื่องยนต์สูบเดียวเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์สมัยใหม่คันแรก ซึ่งเป็นรถสามล้อที่เขาขับไปในสนามแข่ง อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไม่ได้สร้างในเชิงพาณิชย์จนกระทั่งปี ค.ศ. 1888 เมื่อเบอร์ธาภรรยาของเขาโกรธจัดด้วยการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ของคาร์ล ขับรถไปพบแม่ของเธอระยะทาง 64 ไมล์โดยที่เขาไม่รู้เลย

history of technology - radio
history of technology - radio
spectrum.ieee.org



1901: Radio
Guglielmo Marconi had been experimenting with radio since 1894 and was sending transmissions over longer and longer distances. In 1901 his reported transmission of the Morse code letter S across the Atlantic from Cornwall to Newfoundland excited the world.

คริสต์ศักราชที่ 1901:  วิทยุ
กูลเยลโม มาร์โกนี ได้ทดลองวิทยุมาตั้งแต่ปี 1894 และได้ส่งสัญญาณไปในระยะทางที่ไกลขึ้นและไกลขึ้น ในปี 1901 ข่าวการส่งรหัสมอร์สรหัส S ของเขา ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากคอร์นวอลล์ไปยังนิวฟันด์แลนด์ทำให้ผู้คนในโลกตื่นเต้น

history of technology - airplane
history of technology - airplane
airandspace.si.edu


1903: Airplane
On December 17 Orville Wright made the first airplane flight, of 120 feet, near Kitty Hawk, North Carolina. He and his brother Wilbur made four flights that day. On the last, Wilbur flew 852 feet.


คริสต์ศักราชที่ 1903: เครื่องบิน
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ออร์วิลล์ ไรท์ ได้ทำการบินเครื่องบินครั้งแรกด้วยความสูง 120 ฟุต ใกล้กับเมืองคิตตี้ ฮอว์ก รัฐนอร์ทแคโรไลนา เขาและวิลเบอร์น้องชายของเขาทำการบินสี่เที่ยวบินในวันนั้น สุดท้าย วิลเบอร์บินได้ 852 ฟุต

history of technology - rocketry
history of technology - rocketry
www.nasa.gov



1926: Rocketry
As a young boy in the late 1890s, Robert Goddard was inspired by H.G. Wells’s The War of the Worlds and the possibilities of space travel. As a middle-aged man in the mid-1920s, he achieved the first test flight of a liquid-fueled rocket, from his aunt’s farm in Auburn, Massachusetts. The rocket flew 12.5 meters (41 feet) in the air.

คริสต์ศักราชที่ 1926: กำเนิดจรวด
ในช่วงปลายทศวรรษ 1890 โรเบิร์ต ก็อดเดิร์ด ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเด็กหนุ่ม ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ The War of the Worlds ซึ่งเขียนโดย เอช.จี. เวลส์ และ ความเป็นไปได้ที่จะเดินทางไปในอวกาศ ในช่วงวัยกลางคนในช่วงกลางปี ​​1920 เขาประสบความสำเร็จ (achieve - verb - อะชีฟว) ในการทดสอบบินครั้งแรกด้วยจรวดเชื้อเพลิงที่เป็นของเหลว ที่ฟาร์มของป้าของเขาในเมืองออเบิร์น รัฐแมสซาชูเซตส์ จรวดของเขาบินไปได้ 12.5 เมตร (หรือ 41 ฟุต) 

 
history of technology - television
history of technology - television
www.sri.com



1927: Television
After the development of radio, the transmission of an image was the next logical step. Early television used a mechanical disk to scan an image. As a teenager in Utah, Philo T. Farnsworth became convinced that a mechanical system would not be able to scan and assemble images multiple times a second. Only an electronic system would do that. In 1922 the 16-year-old Farnsworth worked out a plan for such a system, but it wasn’t until 1927 that he made the first electronic television transmission, a horizontal line.

คริสต์ศักราชที่ 1927: กำเนิดโทรทัศน์
หลังจากมีการพัฒนาวิทยุ การส่งภาพเป็นขั้นตอนต่อไป โทรทัศน์ในยุคแรกใช้ดิสก์แบบเชิงกลในการสแกนภาพ สมัยเป็นวัยรุ่นในรัฐยูทาห์ ฟิโล ที. ฟาร์นส์เวิร์ธ เชื่อมั่นว่าระบบกลไกจะไม่สามารถสแกนและประกอบภาพได้หลายๆครั้งในหนึ่งวินาที มีเพียงระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นที่จะทำเช่นนั้นได้ ในปี 1922 ฟาร์นส์เวิร์ธ ในวัย 16 ปีได้วางแผนสำหรับระบบดังกล่าว จนกระทั่งปี 1927 เขาถึงได้ทำการส่งสัญญานโทรทัศน์อิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรก แบบ(หน้าจอ)เส้นแนวนอน

1937: Computer
Iowa State mathematician and physicist John Atanasoff designed the first electronic digital computer. It would use binary numbers (base 2, in which all numbers are expressed with the digits 0 and 1), and its data would be stored in capacitors. In 1939 he and his student Clifford Berry began building the Atanasoff-Berry Computer (ABC).

คริสต์ศักราชที่ 1937: กำเนิดคอมพิวเตอร์
นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ในรัฐไอโอวา จอห์น อะทานาซอฟฟ์ ได้ออกแบบคอมพิวเตอร์ดิจิตอลอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรก ใช้เลขฐานสอง (ฐาน 2 ซึ่งตัวเลขทั้งหมดจะแสดงด้วยตัวเลข 0 และ 1) และข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในตัวเก็บประจุ (capacitor - noun - คาปาซิเตอร์) ในปี 1939 จอห์นและลูกศิษย์ของเขา คลิฟฟอร์ด แบรี่  เริ่มสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ Atanasoff-Berry Computer (ABC)

1942: Nuclear power
As part of the Manhattan Project to build the first atomic bomb, it was necessary to understand nuclear reactions in detail. On December 2 underneath the football stands at the University of Chicago, a team of physicists led by Enrico Fermi used uranium to produce the first self-sustaining chain reaction.

คริสต์ศักราชที่ 1942: กำเนิดพลังงานนิวเคลียร์
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแมนฮัตตันที่สร้างระเบิดปรมาณูลูกแรก มีความจำเป็นที่ต้องเข้าใจปฏิกิริยานิวเคลียร์อย่างละเอียด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ทีมนักฟิสิกส์ที่นำโดย เอนรีโก แฟร์มี ใช้ยูเรเนียมสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่แบบยั่งยืนครั้งแรก ใต้อัฒจันทร์ฟุตบอลที่มหาวิทยาลัยชิคาโก 

History of Technology - Transistor
History of Technology - Transistor
wikimedia.org



1947: Transistor
On December 23 Bell Labs engineers John Bardeen, Walter Brattain, and William Shockley gave the first public demonstration of the transistor, an electrical component that could control, amplify, and generate current. The transistor was much smaller and used less power than vacuum tubes and ushered in an era of cheap small electronic devices.

คริสต์ศักราชที่ 1947: กำเนิดทรานซิสเตอร์
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม วิศวกรของ Bell Labs จอห์น บาร์ดีน, วอลเตอร์ แบรทเทน  และ วิลเลี่ยม ชอคลีย์ ได้สาธิตการทำงานของทรานซิสเตอร์ในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก ซึ่งทรานซิสเตอร์เป็นส่วนประกอบทางไฟฟ้าที่สามารถควบคุม ขยาย (amplify - verb - แอมพลิไฟ) และสร้างกระแสไฟฟ้าได้ ทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กกว่ามากและใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดสุญญากาศ  (vacuum tube - compound noun -แวค'คิวอัม ทูบ)  และนำไปสู่ (usher - verb - อัช'เชอะ) ยุคของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic devices - noun - อิเลคทรอนิค ดิไวซฺิส)  ขนาดเล็กราคาถูก

 
History of Technology - Spaceflight
History of Technology - Spaceflight
wikimedia.org


1957: Spaceflight
The Soviet Union surprised the world on October 4, when it launched the first artificial satellite, Sputnik 1, a small 83.6-kg (184.3-pound) metal sphere. The space race began between the Soviet Union and the United States, opening up a new front in the Cold War.

คริสต์ศักราชที่ 1957: กำเนิดยานอวกาศ
สหภาพโซเวียตสร้างความประหลาดใจให้กับโลกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม เมื่อมีการปล่อย (launch - verb -ลอนชฺ) ดาวเทียม (satellite - noun - แซท'ทะไลทฺ) ประดิษฐ์ดวงแรก ซึ่งก็คือ สปุตนิก 1 ซึ่งเป็นทรงกลมโลหะขนาดเล็ก 83.6 กก. (184.3 ปอนด์) การแข่งขันในอวกาศเริ่มต้นขึ้นระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา โดยเป็นการเปิดแนวรบใหม่ในสงครามเย็น (cold war - compound noun - โคลด์ วอร์)

History of Technology - Personal Computer Altair
History of Technology - Personal Computer Altair
www.i-programmer.info


1974: Personal computer
The first computers that emerged after World War II were gigantic, but, with advances in technology, especially in putting many transistors on a semiconductor chip, computers became both smaller and more powerful. Finally, they became small enough for home use. The first such personal computer was the Altair, which was soon supplanted in 1977 by the Apple II, the TRS-80, and the Commodore PET.

คริสต์ศักราชที่ 1974: กำเนิดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
คอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีขนาดมหึมา (gigantic - adj - ไจแกน'ทิค) แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวางทรานซิสเตอร์จำนวนมากบนชิปเซมิคอนดักเตอร์ คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในที่สุดพวกมันก็เล็กพอสำหรับใช้ในบ้าน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกคือ Altair ซึ่งต่อมาถูกแทนที่โดย Apple II, TRS-80 และ Commodore PET ในปี 1977

History of Technology - Internet
History of Technology - Internet 
amazonaws.com


1974: Internet
Vinton Cerf and Robert Kahn produced the TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol), which describes how data can be broken down into smaller pieces called packets and how these packets can be transmitted to the right destination. TCP/IP became the basis for how data is transmitted over the Internet.

คริสต์ศักราชที่ 1974: กำเนิดอินเทอร์เน็ต
วินตัน เซิร์ฟและโรเบิต คาห์น ช่วยกัน ออกแบบ TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) ซึ่งอธิบายว่าข้อมูลสามารถแบ่งออกเป็นส่วนเล็กๆ ที่เรียกว่าแพ็กเก็ตได้อย่างไร และแพ็กเก็ตเหล่านี้สามารถส่งไปยังปลายทางอย่างถูกต้องได้อย่างไร TCP/IP กลายเป็นพื้นฐานสำหรับการส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต

2012: CRISPR
American biochemist Jennifer Doudna and French microbiologist Emmanuelle Charpentier developed CRISPR-Cas9, a method for editing genes—that is, making changes to DNA sequences. Gene editing has the potential to treat many diseases but also opens up the ethical gray area of creating designer humans.

คริสต์ศักราชที่ 2012: กำเนิดCRISPR 
นักชีวเคมีชาวอเมริกันเจนนิเฟอร์ เดาด์นา และนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส  เอ็มมานูเอล ชาร์เพนทิเยร์ ได้พัฒนา CRISPR-Cas9 ซึ่งเป็นวิธีการแก้ไขยีน (gene - noun - จีน) นั่นคือการเปลี่ยนแปลงลำดับดีเอ็นเอ การแก้ไขยีนมีศักยภาพในการรักษาโรคต่างๆ แต่ก็ได้เปิดพื้นที่สีเทาด้านจริยธรรมในการสร้างนักออกแบบมนุษย์ด้วย

2017: Artificial intelligence
The team behind the AlphaGo artificial intelligence program announced that it had become the world’s best Go player. Go is a game with very simple rules but many possible positions. The previous year AlphaGo had defeated the great player Lee Sedol in a match 4–1. AlphaGo then played itself and, through continual improvement, was able to defeat the version that had defeated Lee, 100–0. Through machine learning, AlphaGo had become better at the game than any human.

คริสต์ศักราชที่2017: ปัญญาประดิษฐ์
ทีมงานที่อยู่เบื้องหลังโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence (AI) - noun - อาร์ทิฟิช'เชิล อินเทล'ลิเจินซฺ)ที่เรียกว่า AlphaGo ได้ประกาศว่าได้กลายเป็นผู้เล่น โกะ หรือหมากล้อม ที่ดีที่สุดในโลก โกะ เป็นเกมที่มีกฎง่ายๆ แต่มีตำแหน่งที่เป็นไปได้มากมาย ปี 2016 AlphaGo เอาชนะ ผู้เล่นโกะที่ยอดเยี่ยม ชื่อ อี เซ-ดล (Lee Sedol) 4 ต่อ 1 เกม จากนั้น AlphaGo ได้แข่งกับตัวเองและ ผ่านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง แล้วก็สามารถเอาชนะเวอร์ชันที่เอาชนะ อี เซ-ดลได้ 100 ต่อ 0 เกม จากการเรียนรู้ของเครื่องเอง (machine learning ML - มะชีน เลินนิ่ง) AlphaGo สามารถเล่นเกมได้ดีกว่ามนุษย์ทุกคน

Share:
Read More

Saturday, April 17, 2021

Learn English from Quote of the Day - เรียนภาษาอังกฤษจาก คำคม EP.1


Learn English from Quote of the Day

The longer you wait for something, 

the more you'll appreciate it when you get it. 

Because anything worth having is definitely worth waiting.


ยิ่งคุณรอสิ่งไหนนานเท่าใหร่ 

เมื่อคุณได้รับสิ่งนั้นมา คุณจะยิ่งรู้สึกเห็นคุณค่ามันมากขึ้นเท่านั้น 

เพราะว่าอะไรก็ตามที่มีคุณค่า ย่อมคุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างแน่นอน


worth

คำว่า worth (เวิร์ธ - noun/preposition) แปลว่า มีราคา คุ้มค่า  มีคุณค่า มีค่า,
เช่น
be worth something
The house must be worth quite a lot of money.
บ้านหลังนี้ต้องมีราคาค่อนข้างเยอะ

Do you know how this house is worth a fortune?
รู้ไหมว่าบ้านหลังนี้มีมูลค่ามาก

be worth doing something
The film is worth waiting as the one of the main characters is Thai.
หนังเรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรอคอยเพราะมีนักแสดงหลักเป็นคนไทย

be worth the time/effort/work/hard work
It was a great show, and definitely worth all the hard work we have done for it.
โชว์ออกมาดีมาก และแน่นอนมันคุ้มค่าที่เราทุ่มเท่ให้กับงานนี้

be worth/not worth it
It was surely a hard work, but it was worth it as it turned out that I got A for this subject.
แน่นอนว่าผมเรียนหนักมาก แต่มันก็คุ้มค่าเพราะผมได้ A สำหรับวิชานี้

I don't think it's worth it, don't waste your time on it. 
ผมไม่คิดว่ามันจะคุมค่าหรอก อย่างเสียเวลาเลย

I think it isn't worth it, don't waste your time on it.
ผมคิดว่ามันไม่คุมค่าหรอก อย่างเสียเวลาเลย

be worth somebody’s while (to do/doing something) 
used to say that someone should spend time or money on something because they will gain something from it.

It might be worth your while to talk him out of this crap.
อาจจะคุมค่านะที่จะคุยให้เขาเลิกเรื่องนี้

I  believe it's not worth his while trying to talk him out of quitting his job.
ผมเชื่อว่าไม่คุ้มค่าที่จะพยายามหว่านล้อมให้เขาไม่ลาออก

make it worth somebody's while
I am sure that this will make it worth your while.
ผมแน่ใจมันจะคุ้มค่าคุ้มเวลาคุณแน่นอน

be worth nothing/not be worth anything
It looks like telling him the truth is worth nothing. He have never given a shit whenever we told him.
ดูเหมือนว่าการเลาเรื่องจริงกับเขาไม่คุ้มค่า เขาไม่เคยเชื่อส่ิงที่เราบอกเขาเลย

the.....the..... + comparative adjectives เป็นสำนวนแปลว่า ยิ่ง... ยิ่ง ... เช่นยิ่งใกล้ ยิ่งเจ็บ
The closer we are, the more painful it get. 
ยิ่งใกล้ ยิ่งเจ็บ

The more we keep seeing each other, the harder it is for me to walk away. 
ยิ่งเจอกันบ่อยเท่าใหร่ มันยิ่งยากขึ้นที่ผมจะเดินจากไป

The higher it is, the cooler it gets. 
ยิ่งสูงมากขึ้นเท่าใหร่ ก็ยิ่งหนาวมากขึ้นเท่านั้น

The more you spend, the less you save. 
ยิ่งจ่ายมากเท่าใหร่ ยิ่งเก็บได้น้อยลง


see more
Share:
Read More

Friday, April 16, 2021

Who made the first false teeth - ใครเป็นผู้สร้างฟันปลอมเป็นคนแรก


false teeth
false teeth - cloudfront.net

WHO MADE THE FIRST FALSE TEETH? ใครเป็นผู้สร้างฟันปลอมเป็นคนแรก

วันนี้หัวข้อ เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ จะนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องฟันปลอม ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้จักฟันปลอมดี แต่คงมีไม่กี่คนที่รู้ว่าความเป็นมาของฟันปลอม ไปดูกันครับว่าฟันปลอมมีมาตั้งแต่เมื่อใหร่ พร้อมกับเรียนภาษาอังกฤษไปพร้อมกัน

Nobody looks good when he has some teeth missing. Besides, it sometimes interferes very seriously with eating and chewing. So man decided long ago that when he lost his natural teeth for one reason or another, they should be replaced. Substituting artificial replacements for natural parts in teeth is called "prosthetics."

ไม่มีใครที่จะมองดูดีเมื่อปราศจากฟันบางซี่ไป นอกจากนั้นก็จะมีปัญหาเป็นอย่างมากกับการกินและการเคี้ยว ดังนั้นคนเราได้คิดหาสิ่งทดแทนฟันแท้เมื่อมันหลุดไปได้ตั้งนานมาแล้ว การทำฟันเทียมที่จะมาแทนฟันแท้เรียกว่า prosthetics (พลอสเธติคส์ -noun - อวัยวะเทียม)

When the natural teeth are gone, they are replaced either by bridgework or by dentures. In bridgework, the "load" of false teeth is borne natural teeth on either side of the gap. The bridge fits on these natural teeth. In a denture, the false teeth are held in place by resting on the gum and other parts of the mouth under the gum. 

เมื่อสูญเสียฟันแท้ไป ก็จะถูกแทนที่ด้วยฟันปลอมแบบ สะพานฟัน (bridgework - noun -บริดจ์เวิร์ค ) หรือไม่ก็ ฟันปลอมแบบถอดได้ (dentures-noun- เดน'เชอะสะพานฟัน หรือ bridework ก็คือฟันปลอมติดแน่นที่ยึดอยู่กับฟันธรรมชาติที่อยู่ติดกับช่องว่างไรฟัน สะพานจะติดอยู่กับฟันแท้อย่างพอดี ฟันปลอมชนิดถอดได้ หรือ denture ฟันปลอมจะแทนทีอยู่บน เหงือก (gum - noun - กัม) และบนส่วนอื่นๆของปากใต้เหงือก 

It may amaze you to learn that bridges with false teeth were made 3.000 years ago by the Etruscans, who worked with gold! Dentures, including "complete" dentures for people who had no teeth left, have been made for about 300 years. The first problems to be solved in making both bridges and dentures was how to make them stay in the mouth in the right position, and how to make the "baseplate material," the material that held the false teeth modern dentistry has solved both these problems so well that people with false teeth can eat and chew as well as anyone, and the false teeth feel light and natural in the mouth. 

คุณว่ามันจะเป็นเรื่องที่น่าพิศวงไหมถ้าได้รู้ว่าฟันปลอมแบบสะพานฟันถูกสร้างมาเมื่อ 3,000 ปี ที่แล้วโดยชาวอีทรุสกันที่มีความรู้เกี่ยวกับการนำเอาทองมาใช้ ส่วนฟันปลอมที่ถอดได้ซึ่งก็รวมทั้งฟันปลอมทั้งปากสำหรับคนที่ไม่มีฟันแท้เหลือเลยก็ถูกสร้างมาเป็นเวลา 300 กว่าปีมาแล้ว  ปัญหาแรกที่เจอและต้องหาทางแก้สำหรับการสร้างทั้งฟันปลอมทั้งแบบสะพานฟันและฟันปลอมแบบถอดได้ ก็คือทำอย่างไรมันจะอยู่ในปากได้อยากถูกที่ถูกทาง และวัสดุที่จะทำเป็นฐานจะทำจากอะไร ซึ้งวัสดุที่ว่านี้ทำหน้าที่ยึดฟันปลอมที่ทันตกรรมสมัยไหม่ได้แก้ปัญหาได้แล้วอย่างดีเพื่อให้ผู้ใส่ฟันปลอมใช้กินและเคี้ยวได้เหมือนคนทั่วไป อีกทั้งเบาและเป็นธรรมชาติเมื่ออยู่ในปาก

But what about the teeth themselves? In early times, false teeth were made from bone, ivory, and hippopotamus tooth! Sometimes the entire bridge or denture was carved from the same material, and it was all one piece that fitted into the mouth. Later on, individual human teeth, or the teeth of various animals, especially the sheep, were used. These were mounted on a gold or ivory base.

แล้วปัญหาเรื่องฟันเล่า ในอดีต ฟันปลอมทำมาจากกระดูก งาช้างและฟันของฮิปโปโปเตมัส  บางครั้งสะพานฟันทั้งอันหรือฟันปลอมแบบถอดได้ถูกแกะ (carve - noun - คาร์ฟว - แกะสลัก) จากวัสดุเดียวกันและเป็นชิ้นๆเดียวกัน ที่ต้องใส่เข้าพอดีกับช่องปาก ในเวลาต่อมาฟันของคนหรือฟันของสัตว์ โดยเฉพาะฟันของแกะก็ถูกนำมาใช้ ซึ่งก็ถูกติดเข้ากับฐานที่เป็นทองหรืองาช้าง

At the end of the 18th century, teeth were made of porcelain, and soon individual porcelain teeth were mounted on gold or platinum bases. The materials in making teeth are the same as those used in making other fine porcelain. They have a fine texture, are somewhat translucent, and have great strength. 

ในศตวรรษที่ 18 ฟันทำมาจากเซรามิก และไม่นานฟันปลอมที่ทำจากเซรามิกก็ถูกติดเข้ากับฐานฟันที่เป็นทองหรือทองคำขาว วัสดุที่นำไปทำฟันปลอมก็เป็นวัสดุเดียวกันกับที่นำไปทำเครื่องลายคราม ซึ่งมีเนื้อละเอียด ค่อนข้างโปร่งแสง และแข็งแรง

About 100 years ago false teeth began to be designed to harmonize with the shape of the face. Today, false teeth are matched to natural teeth so closely in color and shape that it is hard to tell them apart! 

ประมาณ 100 กว่าปีก่อน ฟันปลอมถูกออกแบบให้เข้ากับรูปหน้าของเรา ทุกวันนี้ฟันปลอมก็ดูเหมือนกับฟันแท้ราวกับแกะทั้งสีและรูปทรง ซึ่งแยกไม่ออกเลยว่าอันใหนฟันจริงและอันใหนฟันปลอม

Vocabularies - คำศัพท์

  • interfere - อินเทอเฟียร์' - verb - แทรกแซง
  • replace - รีเพลซ - verb - แทนที ทดแทน
  • hold in place  - โฮลด์ อิน เพลซ - phrasal verb- แทนที
  • gum - กัม - noun - เหงือก
  • natural teeth - แนช'เชอเริล ทีธ - noun -ฟันแท้
  • false teeth - ฟอลซ ทีธ - noun -ฟันปลอม ฟันเทียม
  • bridgework - บริดจ์เวิร์ค - noun - สะพานฟัน คือ ฟันปลอมชนิดติดแน่น ไม่สามารถถอดเข้าถอดออกได้
  • dentureเดน'เชอะ - noun - ฟันปลอมชนิดถอดออกได้  
  • prosthetics - พลอสเธติคส์ - noun - อวัยวะเทียม
  • porcelain - พอร์ส'เลน - noun - เซรามิก
  • design -  ดิไซนฺ' - verb - ออกแบบ 
  • platinum - แพลท'ทะนัม - noun - ธาตุทองคำขาว
  • mount - เมาน์ทฺ - verb - ติดเข้ากับ 
  • tell something apart - เทล ซัมธิง อะพาร์ท - phrasal verb - แยกออก  
  • harmonize - ฮาร์'โมไนซ - verb -  กลมกลืนกัน เข้ากัน ประสานกัน


Reference:

http://www.dentistry.tu.ac.th/Dentistry/Page%20Knowledge/Text/25-3-57_1.pdf

Share:
Read More

Sunday, January 10, 2021

14 Sleep Mistakes You Didn't Know You Made

14 Sleep Mistakes You Didn't Know You Made
14 Sleep Mistakes You Didn't Know You Made
14 Sleep Mistakes You Didn't Know You Made/14 ความผิดพลาดเกี่ยวกับการนอนที่คุณทำแต่คุณไม่รู้

Picture this: you're exhausted after a long working day, and the only thing you can dream about is throwing yourself on the bed and blacking out. Not gonna happen! Instead, you're tossing and turning, trying to find the most comfortable position. Your mind gets plagued with endless thoughts, and even though you're worn out, sleep keeps eluding  you! How come? The reason might be very simple - your seemingly innocent bedtime habits! 

ลองนึกตามนะ (picture this - ) คุณเหนื่อยมากหลังจากทำงานมาทั้งวัน สิ่งเดียวที่คุณคิดถึง คือทิ้งตัวลงไปบนเตียงและก็ปิดสวิชต์ ตังเองไปเลย (แต่)มันจะไม่เป็นอย่างที่คิด กลับกัน คุณจะนอนพลิกตัวกลับไปกลับมา (toss and turn - verb- ทอสแอนเทิร์น ) พยายามหาท่านอนที่สบายที่สุด จิตของคุณจะถูกรบกวน (plague - verbเพลก - ทำให้รำคาญ รบกวน/ noun - โรคระบาดรุนแรง/กาฬโรค) ด้วยความคิดที่ไม่สิ้นสุด และแม้ว่าคุณเหนือยจนหมดแรง คุณก็ยังนอนไม่หลับอยู่ดี (elude - verb - อิลิวดฺ - หลบหนี หลีกหนี / keep eluding - คีพ อิลิวดิง หลบหนีอย่างต่อเนื่อง) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น (how come - ฮาวคัม) ต้นเหตุอาจจะง่ายๆมาจาก นิสัยการนอนที่คุณไม่เคยรู้ (seemingly innocent bedtime - ซีมมิ่งลี่ อินโนซึ่น เบดทายอัม )

Sleep is extremely important for your body. It helps to restore energy, boosts your immune system, fends off depression, and decreases the risk of stroke and heart disease.   Lack of proper sleep leads to daytime sleepiness, inability to concentrate, irritation, stress, and even high blood pressure! And if your insomnia drags on, you can get physically or mentally ill! So, try to avoid doing the things mentioned in this video before going to bed, and you'll feel way more rested and energetic in the morning and during the next day! 

การนอนหลับมีความสำคัญเป็นอย่างมาก (extremely - adj - อิคตรีมลี่ - อย่างมาก) ต่อร่างกายของคุณ 
มันช่วยให้คุณได้รับพลังงานคืนมา (restore - verb - ริสตอร์ - ฟื้นฟู)  ทำให้ระบบภูมคุมกันของคุณดีขึ้น  ป้องกันความสึกหดหู่ (depression - noun - ดีเพรส'เชิน)  ลดความเสี่ยงจาก (decreases the risk - ดิครีสซิส เดอ ริสคฺ) โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ (heart disease - noun - ฮาร์ท ดิซีซ) การขาดการนอนที่พอเพียงจะนำไปสู่ การง่วงระหว่างวัน ไม่สามารถมีสมาธิกับงาน งุดหงิดง่าย เคลียด และอาจจะถึงกับเป็นโรคความดันสูง และถ้าโรคนอนไม่หลับของคุณยังเกิดขึ้นไม่หยุด คุณอาจจะเกิดความเจ็บปวดทางร่างกายหรือจิดใจ ดังนั้น พยายามหลีกเลี่ยงทำสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้ก่อนที่จะเข้านอน แล้วคุณรู้สึกได้พักผ่อนอย่างเต็มทีและมีพลังงานในตอนเช้าและในวันถัดไปทั้งวัน

SUMMARY:
  • Stop "watering" your body one hour before you hit the sack. Otherwise, you'll be bound to make one, or even a couple, of trips to the bathroom, which will rudely interrupt your sleep.
    หยุดดื่มน้ำ 1 ชม ก่อนนอน ไม่เช่นนั้นคุณจะต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ครั้งหรืออาจจะหลายๆครั้ง ซึ่งนั่นจะเป็นการขัดจังหวะการนอนของคุณ
  • Avoid gimmicky alarm clocks that "shine bright like a diamond in the sky." To wake you up, an alarm clock needs to be loud, not bright. หลีกเลี่ยงการตั้งนาฬิกาปลุกแบบ มีแสงสว่างดุจดั่งแสงแห่งเพรชบนท้องฟ้า นาฬากาปลุกต้องมีเสียงที่ดังไม่ใช่มีความสว่าง
  • It's a bad idea to eat right before going to bed, even if your dinner is light. Your body will still struggle to digest whatever you've fed it. Try not to eat anything 2 to 3 hours before bedtime.
    เป็นความคิดที่แย่หากจะกินอาหารแล้วเข้านอนเลย ถึงแม้จะเป็นอาหารเย็นมื้อที่ไม่หนัก ร่างการคุณยังจะต้องพยายามอย่างหนักที่จะย่อยสิ่งที่คุณกินเข้าไป พยายามอย่ากินอะไรเลย 2-3 ชม ก่อนเวลาเข้านอน
  • Any rigorous physical activity late at night will negatively affect your sleep. Try to exercise at least 4 hours before going to bed.
    กิจกรรมหนักๆต่างๆตอนดึกๆจะทำมีผลต่อการนอนของคุณ พยายามออกกำลังกาย ก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 4 ชม.
  • Napping is an entirely normal, and often healthy, routine. But if your naps are regular and last longer than half an hour, they can mess up your sleep at night.
    การงีบหลับเป็นกิจวัตรประจำที่ปกติ และดีต่อสุขภาพ  แต่ถ้าการงีบหลับของคุณเกิดขึ้นเป็นประจำและ(การงีบหลับ)นานกว่าครึ่งชั่วโมง นั่นจะทำมีผลที่ไม่ดีกับการนอนในตอนกลางคืนของคุณ
  • By buying a good, high-quality mattress, you literally invest in your bright (and healthy) future.
    การซื้อฟูกที่ดีและมีคุณภาพสูง คุณได้ลงทุนให้กับอนาคตที่สดใสและมีสุขภาพดี
  • Thousands of people deal with stress and insomnia with the help of over-the-counter sleep aids. But it's not the best idea. Your body will most likely develop a tolerance to sleep medications; and pretty soon, they won't have any effect on you.
    ผู้คนนับพันต้องจัดการกับความเคลียดและโรคนอนไม่หลับ โดยใช้ยา (over-the-counter sleep aids = sleeping pill ใน context นี้) แต่นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย ส่วนใหญ่แล้ว (most likely) ร่างกายของคุณจะพัฒนาที่จะต่อต่านยานอนหลับ และในไม่ช้า ยานอนหลับจะไม่ได้ผล
  • If the book you're reading is interesting, it's next to impossible to put it aside. You're more likely to keep reading until you finish it at the expense of healthy rest.
    ถ้าหนังสือที่คุณกำลังอ่านน่าสนใจ และอ่านแล้ววางไม่ลง มีโอกาสมากที่คุณจะอ่านจนจบ แลกมากับการที่ไม่ได้พักผ่อนที่พอเพียง
  • When it comes to sleep, it's crucial to have a routine and, even more importantly, stick to it. เวลาที่ต้องเข้านอน ต้องมีเวลาที่แน่นอนอย่างมากและสำคัญยิ่งที่ต้องให้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้
  • You might be waking up with a sore back, red eyes, and a painful neck just because you haven't found the proper sleeping position yet!
    คุณอาจจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับการปวดหลัง เจ็บตา หรือเจ็บต้นคอ ถ้าหากยังหาท่านอนทีเหมาะสมไม่ได้
  • The majority of people can't avoid thinking about work-related problems, to-do lists, and bills to pay before falling asleep. Unfortunately, these thoughts usually cause anxiety, which makes the quality of sleep way worse.
    คนโดยส่วนใหญ่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการคิดถึงปัญหาการทำงาน เรื่องที่ต้องทำ  รายการที่ต้องจ่าย เป็นที่น่าเสียดาบที่การคิดเหล่านี้เป็นที่มาของความวิตกกังวล (anxiety  - noun - แองไซ'อิที) 
  • If your feet tend to get cold at nighttime, remember to put on a pair of warm socks before going to bed.
    เท้าของคุณมักจะเย็นในตอนดึก อย่าลืมที่จะสวมถุงเท้าทำให้เท้าอุ่นก่อนเข้านอน
  • Do NOT drink coffee after 7 PM. I agree, it may sound a bit too obvious, but then you tell yourself that one tiny cup of espresso won't hurt, and there it goes อย่าดื่มกาแฟหลังหนึ่งทุ่ม ผมว่าที่มันเป็นเหตุผลที่ค่อนข่างชัดเจน  แต่แล้วคุณก็บอกตัวเองว่าอีกซักถ้วยคงไม่เป็นไร และนั้นแหละเป็นจุดเริ่มต้น

Share:
Read More

Wednesday, May 20, 2020

WHY DO WE PERSPIRE - อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเหงื่อไหล


why do we perspire
sweat - shutterstock.com

วันนี้นอกจากเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษจะพาไปเรียนภาษาอังกฤแล้วยังจะพาก็ไปรู้จักกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา นั่นก็คือ เหงื่อ นั่นเอง ใกล้มากเลยใช่ไหมครับ ทีนีถ้าจะพูดถึงเหงื่อเราๆคงรู้จักกันเป็นอย่างดีโดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้ พบเจอกันบ่อยมากจนอยากอยู่ห่างๆกันบ้างแต่ก็กลัวเปลียงค่าไฟ  ไม่เป็นไหนๆก็หลีกหนีไปไม่พ้น งั้นมารู้จักหน้าค่าตาของเหงื่อกันให้ลึกซึ่งไปเลย ทั้งที่มาและที่ไปของเขา

ในภาษาอังกฤษคำว่าเหงื่อ เขา (อย่าถามนะครับว่าใคร เดี๋ยวผมจะตอบไม่ได้) ใช้คำว่า perspiraton (เพอสพิเร'เชิน - noun) ซึ่งค่อนข้างเป็นคำที่ใช้เป็นทางการซักหน่อย คำกริยาของคำนี้คือ perspire (เพอสไพ'เออ - verb)  อีกคำหนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยและใช้แบบไม่ค่อยเป็นทางการ (informal) ซึ่งเป็นทั้งคำนามและคำกริยาพร้อมกันแบบ two in one นั่นก็คือคำว่า sweat (สเวท - noun/verb)  ซึ่งเจ้า sweat/perspiration หรือว่าเหงื่อนี่ เกิดจากต่อมเหงื่อ ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า sweat gland (สเวท แกรนด์ - noun - ต่อมเหงื่อ) นั่นเอง ถ้าอยากทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้นก็เชิญที่ A short history of sweat gland biology แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะคราบ ศัพท์แสงค่อยข้างเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนา 

ในสมัยกาลก่อน มีคำกล่าวที่ว่า "horses sweat, men perspire" เป็นคำกล่าวที่แสดงเป็นนัยๆคล้ายๆกับว่า คำว่า sweat ให้ใช้กับสัตว์ และคำว่า perspireให้ใช่กับคน แต่ในปัจจุบันดูเหมือนว่าสองคำนี้ถูกใช้แทนกันได้และยิ่งไปกว่านั้น เจ้า sweat ดูเหมือนจะถูกอกถูกใจฝูงชนจนคนจำนวนมากนำไปใช้บ่อยกว่า perspire ซะอีก 

ก่อนที่จะพาเขารกเข้าพงจนหาทางกลับไม่เจอ เรากลับมาที่เกร็ดความรู้ที่ว่า why do we perspire? หรือ  why do we sweat? ทำไมเหงื่อเราถึงออก ที่จั่วหัวไว้ก่อนดีกว่า เคยสงสัยกันไหมครับว่ามีสาเหตุอะไรบ้าง ที่ทำให้เราเหงื่อออก อาจจะเดาๆกันได้บ้าง แต่ลองมาดูเหตุผลลึกๆเชิงวิทยาศาตร์ซิว่าร่างกายเราทำงานยังไงก่อนที่จะผลิดเหงือออกมา 

WHY DO WE PERSPIRE?

The body could be considered a permanent furnace. The food we take in is "fuel," which the body "burns up." In this process, about 2,500 calories are being used every day in the body.

ถ้ามองร่างกายคนเราว่าเป็นเตาหลอมแบบถาวร อาหารที่เรากินเข้าไปก็จะเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งร่างกายก็นำไปเผาผลาญ ซึ่งในขั้นตอนนี้ (พลังงาน)ประมาณ 2,500 แคลอรี่ ถูกนำไปใช้ทุกๆวันในร่างกายของเรา

Now this is quite a bit of heat. It's enough heat to bring 25 quarts of water to the boiling point! What happens to all this heat in the body? If there were no temperature controls in the body, we could certainly think of ourselves as "hot stuff." But we all know that the heat of the body doesn't go up (unless we're sick). We know that our body heat remains at an average temperature of 98.6 degrees Fahrenheit. 

ซึ่งนี่เป็นความร้อนที่ค่อนข้างมาก (quite a bit - ไควท์ อะ บิท) ซึ่งร้อนพอที่จะทำให้น้ำ 25 ควอร์ทเดือด (1 ควอร์ท = 1/4 แกนลอน 25 ควอร์ทก็ประมาณ 6 แกนลอนนิดๆ) เกิดอะไรขึ้นกับความร้อนเหล่านี้ในร่างกายของเรา ถ้าไม่มีการควบคุมอุณหภูมิในร่างการของเรา เราคงไหม้ไปแล้ว แต่เราทุกคนก็คงรู้ว่าความร้อนในร่างกายเราจะไม่สูง(มากเกินไป) ยกเว้นว่าเราป่วย เรารู้ว่าความร้อนในร่างกายคนเราจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 98.6 องศาฟาห์เรนไฮท์ (37 องศาเซลเซียส)

Perspiration is one of the ways we keep our body "furnace" at a nice normal temperature. Actually, our body temperature is controlled by a center in the brain known as the temperature center. It consists of three parts: a control center, a heating center, and a cooling center.

การขับเหงื่อออกจากร่างการเป็นวิธีหนึ่งที่คอยคุมให้ร่างกายเราเผาใหม่ (furnace - เฟอร์'เนส - เตาหลอม/ หลอมละลาย - noun/verb) ที่อุณหภูมิที่เหมาะสม จริงๆแล้วร่างกายของเราถูกควบคุมจากศูนย์ควบคุมในสมองซึ่งเรียกว่า ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ศูนย์ควบคุม ศูนย์ทำความร้อน และ ศูนย์ทำความเย็น

Suppose the temperature of the blood drops for some reason. The heating center goes to work and certain things begin to happen. Special glands give out more chemical substances to burn, the muscles and the liver use up more "fuel," and soon our internal temperature rises.

สมมุติว่าอุณหภูมิของเลือด(ในร่างกายเรา)ลดลงโดยเหตุผลบางอย่าง ศูนย์ทำความร้อนก็จะเริ่มทำงานและเกิดการกระทำบางอย่างขึ้น ต่อมที่เกี่ยวของก็จะหลั่งสารเคมีออกมามากขึ้นเพื่อให้เกิดการเผาผลาญ กล้ามเนื่อและตับก็จะใช้พลังงาน(เกิดการเผาผลาญ) มากขึ้น และในไม่ช้าอุณหภูมิข้างในร่างกายก็จะสูงขึ้น

Now suppose the temperature of the blood rises for some reason. The cooling center goes to work. The process of oxidation, or burning up of fuel, is slowed up. And another important thing happens. The vessels in the skin are dilated, or opened, so that the extra heat can radiate away, and also to help our perspiration to evaporate.

ทีนี้ สมมุติว่าอุณหภูมิของเลือด(ในร่างกาย)สูงขึ้นโดยเหตุผลบางประการ ศูนย์ทำความเย็นก็จะทำงาน ขบวนการออกซิเดชัน หรือ การเผาไหม้เชื้อเพลิง ก็จะค่อยๆช้าลง และสิ่งที่สำคัญอื่นๆก็จะตามมา หลอดเลือด (vessel - เวส'เซิล - noun) ใต้ผิวหนังก็จะขยายตัว (dilated - ไดเลททิด - adj) หรือเปิด เพื่อที่จะกระจายความร้อนส่วนเกินออกไป (radiate - เร'ดิเอท - แผ่/กระจาย) และก็ช่วยให้เหงื่อของเราระเหยออกไป (evaporate - อีแวพ'พะเรท - verb)

When a liquid evaporates, it takes away heat. For example, we feel cold after a bath because the water which remains in contact with our warm skin is evaporating rapidly and cooling us off. So perspiration is part of the process of cooling the body.

เมื่อน้ำหรือของเหลวระเหยออกไป ความร้อนก็ถูกนำออกไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น หลังจากอาบน้ำเราจะรู้สึกหนาวเพราะว่าน้ำที่ยังเกาะอยู่ตามผิวหนังอุ่นๆของเรากำลังระเหยอย่างรวดเร็ว (rapidly - แรพ'พิดลิ - adv) และทำให้เรารู้สึกเย็น ดังนั้นการที่เหงื่อไหลไคลย้อยเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทำให้ร่างกายเย็นลง

Perspiration is like a shower which washes the body from within. The fluid flows out through millions of tiny openings in the skin in the form of microscopic drops. And these tiny drops can evaporate quickly and cool the body quickly when necessary.

การที่เหงื่อออกก็เหมือนกับการอาบน้ำที่ชะล้างร่างกายของเราจากภายใน เหงือก็จะไหลออกไปทางรูขุมขนเล็กๆที่เปิดอยู่ใต้ผิวหนังของเราจำนวนหายล้านรู ซึ่งออกมาในรูปหยดน้ำขนาดเล็กมาก และหยดน้ำขนาดเล็กเหล่านี้ก็สามารถระเหยได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ร่างกายเราเย็นได้อย่าวรวดเร็วเมื่อถึงคราวจำเป็น

On humid days, we suffer because the water on our skin can't evaporate easily. So we use fans to carry away the moist air and to help the evaporation of our perspiration.

ในวันที่อากาศชื้น เราจะรู้สึกร้อนเพราะว่าเหงื่อที่ผิวหนังของเราไม่สามารถระเหยออกไปได้อย่างง่ายๆ ดังนั้นเราก็เลยต้องใช้พัดลมช่วยพัดอากาศที่ ชื้น (moist - มอยซฺทฺ - adj) ออกไปและช่วยให้เหงื่อของเราระเหยไปด้วย (นะสิบอกให้)

From: The Big Book Of Tell Me Why -  Arkady Leokum

จากบทความ การที่เหงื่อเราไหลใคลเราย้อยก็เกิดจากขบวนการในร่างกายที่พยายามปรับสมดุลนี้เอง
แต่นอกจากที่กล่าวมาแล้ว มันก็มีสาเหตุอื่นๆอีกที่ทำให้เราเหงือไหล เช่น  อารมณ์และความเครียด เช่น anxiety (แองไซ'อิที - ความวิตกกังวล - noun) อาหาร เช่น อาหารรสจัด วัยหมดประจำเดือน หรือเกิดจากการเจ็บป่วย ซึ่งไม่ขอลงรายละเอียดในตอนนี้ ไม่งั้นบทความจะยาวมาก

แต่ถ้าเมื่อใหร่ก็ตามที่คุณเหงื่อออกประกอบกับมีอาการตามด้านล่างนี้ควรไปพบแพทย์ครับ 
  • chest pain (เชสท เพน) เจ็บหน้าอก
  • dizziness (ดิซ'ซีเนิส) อารการวิงเวียนศรีษะ
  • shortness of breath (ชอร์ทเนิท ออฟ เบรธ) หายติดขัด
  • continued perspiration for an extended period of time without cause เหงื่อออกเป็นเวลานานมากโดยไม่มีสาเหตุ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
Share:
Read More

Monday, September 16, 2019

ถ้าคุณคิดว่าท้องว่างเป็นสาเหตุทำให้เราหิว คุณกำลังเข้าใจผิด



what makes us hungry
เคยส่งสัยไหมครับว่า ตอนที่เราหิว เกิดอาการท้องร้อง หรือ growling stomach (n - โกรลิง สทัม'มัค) หรือ empty-feeling stomach (n - เอมที ฟีลลิง สทัม'มัค - รู้สึกท้องว่าง)  ความหิวเกิดจากอะไร ผมเคยเข้าใจว่าเกิดจากเพราะว่าท้องเราว่าง  แต่รู้ไหมครับผมเข้าใจผิดมาตลอดเลย อยากรู้ไหมครับว่าจริงๆแล้วความรู้สึกหิว ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า hunger (n - ฮัง'เกอะร์) เกิดจากอะไร ไปหาคำตอบกันครับ  let find the answer together

WHAT MAKES US HUNGRY? อะไรทำให้เราหิว

When we need food, our body begins to crave for it. But how do we know that we are feeling "hunger"? How does our mind get the message and make us feel "hungry"?

เมื่อเราต้องการอาหาร ร่างกายของเราเริ่มที่จะ crave (v - เครพ - กระหาย) มัน แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรารู้สึกหิว เราได้รับสัญญาน(สาร)ว่าเราหิวได้อย่างไร

Hunger has nothing to do with an empty stomach, as most people believe. A baby is born with an empty stomach, yet it doesn't feel hungry for several days. People who are sick or feverish often have empty stomachs without feeling hungry.

การหิวจริงๆแล้วไม่เกี่ยวกับ ท้องว่าง หรือ empty stomach (n - เอมจิ สทัมมัค) อย่างที่หลายๆคนเชื่อเลย เด็กทารกเกิดมาพร้อมกับท้องว่างแต่ไม่รู้สึกหิวเลยตั้งหลายวัน  บ่อยคนป่วยท้องว่างแต่ก็ไม่รู้สึกหิว


Hunger begins when certain nutritive materials are missing in the blood. When the blood vessels lack these materials, a message is sent to a part of the brain that is called the "hunger center"

ความหิวเริ่มเมื่อขาด  miss (v - มิส - สูญเสีย หาย) สารอาหารบางอย่างในเลือด เมื่อหลอดเลือด (blood vessel - n -  บลัด เวสเซิล) ขาดสารชนิดนี้ จะมีสัญญาน(ข้อความ)ส่งไปยังสมองที่เรียกว่า ศูนย์(ควบคุม)ความหิว

This hunger center works like a brake on the stomach and the intestine. As long as the blood has
sufficient food, the hunger center slows up the action of the stomach and the intestine. When the food is missing from the blood, the hunger center makes the stomach and intestine more active.

ศูนย์(ควบคุม)ความหิวนี้ทำงานคล้ายๆกับเบรกระว่างท้องกับลำใส้ intestine (n - อินเทส'ทิน - ลำใส้) ถ้าเลือดยังมีสารอาหารพอเพียง ศูนย์(ควบคุม)ความหิวก็จะลดการทำงานระหว่างท้องกับลำใส้ลง แต่เมื่อไหร่ที่สารอาหารไม่พอเพียงศูนย์(ควบคุม)ความหิวก็จะกระตุ้นการทำงานระหว่างท้องกับลำใส้ให้ทำงาน

That's why a hungry person often hears his stomach "rumbling." When we are hungry, our body doesn't crave any special kind of food, it just wants nourishment. But our appetite sees to it that we don't satisfy our hunger with just one food, which would be unhealthy.

นั้นเป็นเหตุผลที่คนที่หิวมักจะได้ยินเสียงท้องของเขา ร้องโครกคราก rumble (v - รัม'เบิล - ส่งเสียงคางยาว [ท้อง]ร้อง) เมื่อเราหิวร่างกายจะไม่ได้อยากกินอาหารจานพิเศษไดๆเลย หากแต่ต้องการแค่สารอาหาร nourishment (n - เนอ'ริชมัน - อาหาร สารอาหาร) แต่ความอยากอาหาร  appetite (n - แอพ'พิไททฺ - ความอยากอาหาร) ของเรากลับเห็นว่า see to it (v - ซีทูอิท - เห็นด้วย เห็นว่า) เราไม่ได้ทำให้ความหิวหายไป satisfy (v - แซท'ทิสไฟ - ทำให้พอใจ) เพี่ยงเพราะอาหารประเภทเดียว ซึ่งนั่นคงไม่ดีต่อสุขภาพ

For instance, it would be hard for us to take in a certain amount of nourishment all in the
form of potatoes. But if we eat soup until we've had enough, then meat and vegetables until we've had enough, then dessert until we've had enough, we can take in the same quantity of food and enjoy it!

ยกตัวอย่างเช่น มันค่อนข้างยากที่เราจะได้รับสารอาหารจำนวนหนึ่งได้ทั้งหมดจากมันฝรั่งเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเรากินซุบจนพอ เนื้อและผักจนพอแล้วกินของหวานจนพอ เราจะสามารถกินอาหารได้ปริมาณเท่าๆกันอย่างมีความสุข

How long can we live without food? That depends on the individual. A very calm person can live longer without food than an excitable one because the protein stored up in his body is used up more slowly.

ถ้าไม่กินอาหารคนเราจะอยู่ได้นานเท่าใหร่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับแต่ละคน คนที่ใจเย็นจะสามารถอยู่ได้นานกว่าคนที่ตื่นเต่นง่าย ซึ่งเป็นเพราะโปรตีนที่อยู่ในร่างกายของของคนที่ใจเย็นจะถูกนำไปใช้จนหมด use up (v - ยูส อัพ -ใช้จนหมด)ได้ช่ากว่านั่นเอง

FromThe Big Book Of Tell Me Why

https://www.seattletimes.com/life/wellness/hunger-vs-thirst-are-you-eating-when-you-should-be-drinking/
Share:
Read More